ช่วงที่ผ่านมา ต้นทุนของธุรกิจอาหารหลายอย่างขยับขึ้นพร้อมกัน ทั้งราคาน้ำมัน ค่าบรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความผันผวนจากสงคราม สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงกับต้นทุนการผลิตขนมปังของฟาร์มเฮ้าส์ เพราะสินค้าอย่างขนมปังต้องอาศัยทั้งวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และระบบขนส่งที่ต้องกระจายสินค้าออกไปทุกวัน โดยรวมแล้วต้นทุนการผลิตสินค้าต่อหน่วยเพิ่มขึ้นประมาณ 3–5% โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น 40-50% ส่งผลต่อต้นทุนโลจิสติกส์โดยตรง ขณะเดียวกันต้นทุนฟิล์มบรรจุภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20-30% และบางรายการสูงถึง 100%
แต่แทนที่จะเลือกขึ้นราคาสินค้า บริษัทกลับพยายามแก้โจทย์ด้วยการปรับการทำงานภายในองค์กรแทน ไม่ว่าจะเป็นการปรับแผนการผลิตให้เหมาะสมมากขึ้น การจัดรอบการขนส่งใหม่เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ การทบทวนงบการตลาดให้ใช้เงินได้คุ้มค่ามากขึ้น รวมถึงการจัดพอร์ตสินค้าใหม่ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค
อภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความตั้งใจของเราคือไม่ขึ้นราคาสินค้า เราพยายามเพิ่ม Efficiency ภายในองค์กร และปรับกลยุทธ์การทำงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นราคาและไม่ผลักภาระไปที่ผู้บริโภค เพราะเรามองว่าการรักษาปริมาณการผลิตและการขายให้มากขึ้นสำคัญกว่า

ตอนนี้สินค้าของเรามี SKU อยู่จำนวนมาก เราจึงเริ่มมีการจัดพอร์ตสินค้าใหม่ เช่น สินค้าบางตัวที่เป็นสินค้าตามฤดูกาล อย่างช่วงเปิดเทอมจะขายดี แต่ช่วงปิดเทอมยอดขายจะลดลง เราก็อาจจะหยุดผลิตสินค้าบางตัวที่ขายน้อยในช่วงปิดเทอมก่อน แล้วค่อยกลับมาผลิตอีกครั้งในช่วงเปิดเทอม แต่ไม่ได้ถึงขั้นตัดสินค้าออกไปเลย เพราะขนมปังของเราทุกตัวมีลูกค้าอยู่แล้ว เราไม่อยากตัดแบบหักดิบ เพียงแค่บริหารการผลิตให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ขายดี
“ด้านกำไรอาจจะลดลงบ้าง เพราะทุกฝ่ายต้องช่วยกันรับภาระในช่วงวิกฤตแบบนี้ เราไม่ได้คิดว่าจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ แต่คิดว่าเป็นช่วงที่ทุกธุรกิจต้องช่วยกันรับมือกับสถานการณ์ ซึ่งเราก็เชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้คงไม่ได้ยาวนานมากนัก ตอนนี้ราคาน้ำมันก็เริ่มปรับตัวลงบ้าง แม้ว่ายังมีข่าวสงครามอยู่ก็ตาม ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี”
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ฟาร์มเฮ้าส์ยังสามารถรับแรงกระแทกจากต้นทุนได้ ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างธุรกิจของบริษัทเอง เพราะบริษัทไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตขนมปังเท่านั้น ยังบริหารทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การกระจายสินค้า ไปจนถึงการขายในหลายช่องทางด้วยตัวเอง
อภิเศรษฐ กล่าวว่าสถานการณ์ปัจจุบันธุรกิจถูกบีบคั้นค่อนข้างมาก เราถือว่ายังโชคดีที่หลายส่วนของธุรกิจเราทำเองได้ เพราะธุรกิจที่ต้องพึ่งพาระบบของคนอื่น เช่น การใช้ศูนย์กระจายสินค้าภายนอก เมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้น ต้นทุนค่าขนส่งก็จะเพิ่มขึ้นทันที และบางครั้งเพิ่มอาจในอัตราที่สูงกว่าการขึ้นของราคาน้ำมันด้วย
“เรื่องราคาสินค้าก็ขึ้นอยู่กับการเจรจาและการต่อรองในหลายปัจจัย ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ทั้งหมดว่าจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์ได้คือโครงสร้างธุรกิจของเราเองซึ่งเราเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทในประเทศไทยที่ทำทั้งการผลิต ขนส่ง กระจายสินค้า การตลาด และการขาย อยู่ภายในบริษัทเดียวกัน บริษัทอื่นส่วนใหญ่จะใช้ระบบผ่านศูนย์กระจายสินค้า หรือขายผ่านยี่ปั๊วซาปั๊วมากกว่า แต่ของเราแทบจะเรียกได้ว่าส่งตรงทั้งหมด ยกเว้นบางกรณีที่ต้องใช้การขนส่งทางเรือ หรือบางพื้นที่ชายแดนที่จำเป็นต้องฝากระบบขนส่งของผู้อื่นก่อนที่เราจะไปรับมาส่งต่ออีกที โครงสร้างแบบนี้ทำให้เรามีข้อได้เปรียบ เพราะเราสามารถบริหารทรัพยากรภายในได้เอง แม้ว่าราคาน้ำมันจะเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถต่อรองได้ ขณะที่คู่แข่งบางรายที่ต้องพึ่งพาศูนย์กระจายสินค้า หรือระบบขนส่งของผู้อื่น อาจจะได้รับผลกระทบมากกว่า”
อภิเศรษฐเชื่อว่าวิธีการทำธุรกิจที่พึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด และพึ่งพาคนภายนอกให้น้อยที่สุด จะช่วยให้ธุรกิจมีความยั่งยืนมากขึ้น แน่นอนว่าบางอย่างก็ยังไม่สามารถทำเองได้ เช่น ข้าวสาลีที่ใช้ทำแป้ง ประเทศไทยปลูกไม่ได้ก็ต้องนำเข้า ซึ่งหากเกิดสงครามหรือวิกฤตในประเทศผู้ผลิตก็ถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือ

ปัจจุบันฟาร์มเฮ้าส์มีโรงงานผลิต 3 แห่ง กำลังการผลิตรวม 250 ตันต่อวัน มีศูนย์กระจายสินค้า 51 แห่งทั่วประเทศ และรถขนส่งรวมกว่า 1,200 คัน ทำหน้าที่ส่งสินค้าถึงร้านค้าประมาณ 60,000 ร้านทุกวัน โครงสร้างนี้ทำให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าได้มากกว่าธุรกิจที่ต้องพึ่งพาศูนย์กระจายสินค้าภายนอก
เมื่อมองไปที่ภาพรวมตลาดปัจจุบันตลาดขนมปังในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 40,000–50,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับทรงตัวไม่ได้เติบโตแรง อย่างไรก็ตามการแข่งขันกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะสินค้าเบเกอรี่ที่ได้รับอิทธิพลจากเทรนด์ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นครัวซองต์ ซาวโดว์ หรือชิโอะปัง ที่เข้ามาเติมสีสันให้ตลาดมากขึ้น
หากดูทั้งพอร์ต ฟาร์มเฮ้ามีสินค้ากว่า 100 SKU ต่อปีจะมีสินค้าใหม่เฉลี่ยต่อเดือนละ 1-2 SKU ด้วยความท้าทายด้านต้นทุนต่าง ๆ ทำให้มีแผนชะลอการออกสินค้าใหม่ พร้อมปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลง เพื่อตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวขนาดเล็ก
สำหรับสินค้าขายดีของฟาร์มเฮ้าส์ยังคงเป็น “ขนมปังแถว” ทั้งสีแดงและสีเขียว โดยผู้บริหารเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า ขนมปังแถวซองแดงก็เหมือน “ข้าวขาว” ของตลาด ส่วนขนมปังโฮลวีตก็เหมือน “ข้าวกล้อง” ที่มีคนเลือกกินเพื่อสุขภาพ แม้จะดีต่อสุขภาพ แต่ในเชิงปริมาณคนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกข้าวขาวมากกว่า
แม้ตลาดขนมปังคือแม้จะเป็นอาหารที่คุ้นเคยกับคนไทยมานาน แต่เมื่อเทียบกับหลายประเทศแล้ว คนไทยยังบริโภคขนมปังในปริมาณค่อนข้างน้อย อภิเศรษฐอธิบายว่า หากเทียบแบบคร่าว ๆ คนไทยกินขนมปังประมาณ 1 ส่วน คนมาเลเซียกินประมาณ 2 ส่วน และคนญี่ปุ่นกินมากกว่าไทยถึง 5 ส่วน

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ ขนมปังไม่ได้เป็นเพียงสินค้าในร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เก็ตเท่านั้น ยังกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญของผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก เพราะปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ซื้อขนมปังไปทำแซนด์วิชขายต่อประมาณหลักหมื่นราย นับเฉพาะที่อยู่ในเครือข่ายของฟาร์มเฮ้าส์ เพราะต้นทุนเริ่มต้นไม่ได้สูงมาก เช่น ขนมปัง 10 แถว ราคา 400 บาท สามารถนำไปทำแซนด์วิชได้ราว 100 ชิ้น หากขายชิ้นละ 20 บาท ก็จะมีรายได้ประมาณ 2,000 บาทต่อรอบ
นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่บริษัทพยายามรักษาระดับราคาสินค้าไว้ เพราะขนมปังนอกจากจะเป็นของกินแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ของผู้ประกอบการตัวเล็กจำนวนมาก
ถ้าถามว่าปีนี้จะสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่ขึ้นราคาจนถึงสิ้นปี อภิเศรษฐ เผยว่าถ้าพูดให้ชัดเจนแบบนั้นค่อนข้างยาก เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์หลายอย่าง หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับที่ไม่รุนแรงมากก็มีโอกาสที่จะรักษาราคาไว้ได้ แต่ถ้าราคาน้ำมันขึ้นไปถึงระดับ 60 บาทต่อลิตรจริง ๆ สถานการณ์ก็อาจจะเปลี่ยนไป สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องทำให้ธุรกิจอยู่รอดก่อน เพราะถ้าธุรกิจอยู่ไม่ได้ เราก็ไม่สามารถผลิตขนมปังต่อได้ สิ่งนั้นจะส่งผลกระทบกับคนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจะยังมีความไม่แน่นอน ฟาร์มเฮ้าส์ก็ยังเดินหน้าลงทุนในระยะยาว เช่น การสร้างโรงงานผลิตแป้งสาลีของฟาร์มเฮ้าส์มูลค่าลงทุน 1,000 ล้านบาทในพื้นที่บางปะกง เพื่อควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและลดความผันผวนจากการนำเข้า คาดว่าจะเปิดดำเนินการในปี 2571 การเพิ่มรถขนส่งไฟฟ้า EV จาก 46 คันเป็น 100 คันภายในปีนี้ งบลงทุนคันละ 1 ล้านบาท รวมถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงงานบางชัน มูลค่า 30 ล้านบาท เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว
เป้าหมายของการลงทุนเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเท่านั้น ยังทำเพื่อควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกในอนาคต