แคมเปญโฆษณา “Don't do it” ของ Nike ที่ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติจนมีการกล่าวถึงในวงกว้างนั้น แม้แต่คู่แข่งสำคัญอย่าง Adidas ก็ยังเห็นด้วยกับแคมเปญนี้ โดยได้มีการรีทวีต (retweet) แคมเปญดังกล่าวออกไปอีก
Nike ได้แสดงท่าทีของตนอย่างกล้าหาญอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัววิดีโอแคมเปญต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติตั้งแต่วันศุกร์ปลายเดือน พฤษภาคม วิดีโอดังกล่าวได้ขอให้ผู้ชมอย่า "แสร้งว่าไม่มีปัญหา (การเหยียดเชื้อขาติ) ในอเมริกา (pretend there isn't a problem in America)" วิดีโอแคมเปญโฆษณาซึ่งมีเฉพาะข้อความอย่างเดียว เกิดขึ้นจากการเสียชีวิตของ George Floyd ผู้ซึ่งเสียชีวิตจากการ บาดเจ็บ หลังจากต้องทรมานจากความโหดร้ายของตำรวจ และทำให้มีการประท้วงเกิดขึ้นทั่วสหรัฐอเมริกา
วิดีโอความยาวหนึ่งนาทีของ Nike ได้บอกผู้ชมว่า "อย่าหันหลังให้กับการเหยียดเชื้อชาติและไม่ให้นั่งนิ่งเงียบ (Not to turn their backs on racism, and not to sit back and be silent)" วิดีโอนี้ จบด้วยประโยคว่า "มาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง (Let's all be part of the change)" ในช่วงเวลาเพียง 2 วัน วิดีโอของ Nike ชุดนี้ที่ได้เผยแพร่บน YouTube มีจำนวนการดู 414,721 ครั้ง และเมื่อเวลาผ่านมา 1 สัปดาห์ มีจำนวนการดูเพิ่มขึ้นเป็น 797,265 ครั้ง ในขณะที่ชาวเน็ตยกย่องแบรนด์ที่พูดเรื่องนี้
ในวิดีโอของ Nike แสดงจุดยืนของแบรนด์ที่ยืนหยัดต่อต้านความเกลียดชังและความไม่เท่าเทียมกัน กระตุ้นให้ผู้ชม "อย่าทำเช่นนี้แม้แต่ ครั้งเดียว (For once, don't do it)" ซึ่งพลิกแพลงมาจากสโลแกนยอดนิยม "Just do it (ทำมันทันที)"
ไม่นานหลังจากที่ Nike โพสต์วิดีโอดังกล่าวลงบนแพลตฟอร์ม YouTube และ Twitter แบรนด์กีฬาที่เป็นคู่แข่งสำคัญของ Nike คือ Adidas ก็ได้ retweet โพสต์ของ Nike ด้วยการโพสต์ซ้ำวิดีโอของ Nike บนบัญชี Twitter ของ Adidas เองพร้อมด้วยคำบรรยายภาพ "การร่วมมือกัน เป็นวิธีที่เราก้าวไปข้างหน้า การร่วมมือกันคือวิธีที่เราสร้างความเปลี่ยนแปลง (Together is how we move forward. Together is how we make change)" ในช่วงเวลา 2 วันทวีตดังกล่าวได้มีการรีทวีต 76,800 ครั้ง และมีการกด Like อีก 222,800 ครั้ง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Nike มีส่วนร่วมในการสนทนาเกี่ยวกับเชื้อชาติ ในปี 2018 Nike ได้เปิดตัวโฆษณาชื่อ Dream Crazy ซึ่งเป็นเรื่องราว ที่เกิดขึ้นในการแข่ง NFL ที่ควอเตอร์แบ็คชื่อดัง Colin Kaepernick ได้คุกเข่าลงเมื่อมีการบรรเลงเพลงชาติก่อนเริ่มการแข่งขัน เพื่อ ประท้วงความอยุติธรรมทางเชื้อชาติในสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม โฆษณาดังกล่าวนำไปสู่การที่ผู้บริโภคจำนวนมากที่ใช้สื่อโซเชียล ได้เผาผลิตภัณฑ์ Nike ของพวกเขา
Nick Foley ประธานของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แปซิฟิก และญี่ปุ่น ของ บริษัท Lander ที่เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านแบรนด์ ได้กล่าวว่า "เมื่อแบรนด์มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นหรือการสนทนาทางการเมือง มักจะมีความเสี่ยงที่ทำให้กลุ่มเป้าหมาย ของแบรนด์บางกลุ่มสับสน ความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีกในบรรยากาศปัจจุบันของการเมืองที่มีการแบ่งแยกเป็นฝักฝ่ายในสหรัฐอเมริกา"
อย่างไรก็ตาม Nike ไม่ใช่คนแปลกหน้าในการแสดงความคิดเห็นแย้ง และมีประวัติอันยาวนานในการผลักดันการรับรู้ผ่านกิจกรรม การตลาดนอกกรอบ ในการอ้างถึงการโต้เถียงกันในปี 2018 กับกรณี Kaepernick, Foley ได้อธิบายว่า ในขณะที่มีผู้บริโภคที่ไม่พอใจกับ การเคลื่อนไหวของแบรนด์ผลิตภัณฑ์กีฬาแบรนด์นี้ แต่ในที่สุดเมื่อฝุ่นที่ตลบซาลง ผู้ที่เกลียดชังก็ผ่านไป ในขณะที่ "แบรนด์กลับมีชื่อเสียง เลื่องลือไกลทิ้งห่างคู่แข่งทั้งหลาย จากบุคลิกภาพที่น่าเกรงขามของแบรนด์"
Cr : MARKETING