เมื่อ Facebook ออกมาเปิดเผยว่า ในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว ทำไมคนกว่า 10 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา ถึงได้เห็นโฆษณาทางการเมืองบน Facebook ซึ่งจริงๆ แล้วนั้นกลายเป็น รัสเซีย ผู้ที่ซื้อโฆษณาทั้งในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง
โดยมีการได้เปิดเผยข้อมูลตัวเลข ทำให้เห็นว่ามีผู้ใช้งานกี่คนที่เห็นโฆษณาทางการเมืองอย่างน้อย 1 ใน 3,000 โฆษณา ซึ่งมีผู้ใช้งาน 44% เห็นโฆษณาก่อนการเลือกตั้ง และอีก 56% เห็นหลังการเลือกตั้ง โฆษณาทางการเมืองเหล่านี้ได้สร้างความแตกแยกบน Facebook และกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียดทางเชื้อชาติ ศาสนา และความตึงเครียดทางสังคมอื่นๆ แต่ทั้งนี้เองประมาณ 25% ของโฆษณาทั้งหมดก็ไม่ได้ถูกเผยแพร่ให้ใครได้ดูเลย
ในตอนนี้ Facebook ได้พยายามร่วมมือกับโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ ทั้ง Twitter และ Google ในการหาหลักฐานว่ารัสเซียได้มีการเข้ามาแทรกแซงในการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาจริงๆ และการสืบสวนก็ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยายามหาถึงความเชื่อมโยงกับรัสเซีย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในก่อนหน้านี้รัสเซียเองก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใดกับโฆษณาเหล่านั้น
ทั้งนี้เอง Facebook ก็มีวิธีการรับมือกับวิกฤตนี้ โดยจะมีการรับพนักงานเพิ่มอีกกว่า 1,000 คน เพื่อตรวจสอบโฆษณา และกำจัดโฆษณาต่างๆ เหล่านั้น รวมถึงการปฏิบัติที่ถูกต้องตามเงื่อนไข เนื่องจากทางบริษัทมีนโยบายอย่างเคร่งครัด คือการห้ามลงโฆษณาที่มีความรุนแรงและการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ และอีกอย่างคือ เป็นการป้องกันรัสเซียและประเทศอื่นๆ ไม่ให้ใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งได้อีก
Source: recode