สิ่งที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคที่ทำให้ศูนย์การค้าต้องปรับกลยุทธ์ตามจะมีตั้งแต่
1.ผู้บริโภคในปัจจุบันจะอยู่กับมือถือ เพราะฉะนั้นแล้ว เวลาที่จะทำการตลาด หรือจะพูดคุยกับพวกเขา ต้องเข้าใจว่าจะสื่อสารกับพวกเขาอย่างไร ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง หรือดิจิทัล แคมเปญ จึงถูกให้ความสำคัญ ขณะเดียวกัน ต้องเน้นทำการตลาดแบบผสมผสานทุกช่องทาง เชื่อมประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ และตอบสนองความต้องการแบบ Personalized โดยใช้ข้อมูลจากฐาน Big Data ของลูกค้า เช่น The 1 Card, M Card, Viz Card เพื่อทำการตลาดแบบเจาะกลุ่ม แบ่งตามพฤติกรรมการซื้อ ไลฟ์สไตล์ ความชอบ สามารถจับกลุ่มทาร์เก็ตที่ตรงเป้าหมาย แม่นยำมากกว่าการทำการตลาดแบบหว่านแห รวมทั้งศูนย์การค้ามีระบบที่รองรับการจ่ายเงินของ Cashless Society สังคมไร้เงินสด พัฒนาบริการที่รองรับการใช้จ่ายผ่านมือถือ และบัตรแทนเงินสด
2.มองผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง พร้อมกับ Customize ความต้องการของพวกเขาให้ได้ อย่างการออกแบบศูนย์การค้าและปรับรูปแบบการให้บริการให้ทันไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคดิจิทัลทุกเพศทุกวัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภค และความคาดหวังในการมาศูนย์การค้าแตกต่างไปจากเดิม อาทิ การออกแบบและเพิ่มบริการในศูนย์การค้าสำหรับกลุ่ม Aging-society ด้วยการมี Disabled parking area, ห้องน้ำ, ลิฟต์ และเทรนด์การใช้ชีวิตยุคใหม่ เช่น บริการ Co-working Space, บริการสำหรับครอบครัวยุคใหม่, บริการตอบโจทย์คนรักสุขภาพและชอบเล่นกีฬา, บริการสำหรับสัตว์เลี้ยง แม้กระทั่งการบริการที่ตอบโจทย์การเดินทางมาที่ศูนย์การค้าของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถจักรยาน มีจุดขึ้นรถสาธารณะ และมีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเน้นเทรนด์การออกแบบที่ผสมผสานพื้นที่สีเขียวไว้ในศูนย์การค้า เพื่อให้คนเมืองได้มีพื้นที่สำหรับการพักผ่อน
3.ทำให้ศูนย์การค้าเป็นบ้านหลังที่ 2 หรือหลังที่ 3 ของพวกเขาที่เขาจะมาพบปะเพื่อฝูง พักผ่อนหย่อนใจ หรือเข้ามาเพื่ออัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ เพราะอย่างไรก็ตามผู้บริโภคยังคงต้องการสิ่งที่เป็น Human Touch หรือพบปะกับผู้คน ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ในการช้อปปิ้งออนไลน์
“อีเวนท์ และโปรโมชั่น จะเข้ามาช่วยสร้างสีสัน และทำให้พื้นที่ในศูนย์การค้าไม่แห้งไป ขณะที่ผู้บริหารศูนย์การค้าเองยังจะต้องเป็นผู้นำเทรนด์ในเรื่องของการออกแบบ และสร้างบรรยากาศโดยรวมภายในศูนย์เพื่อสร้างประสบการณ์ในการช้อปปิ้งที่แตกต่าง และตื่นตาให้กับลูกค้าอยู่ตลอดเวลา”
ความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นนี้ ยังเข้ามาส่งผลต่อการปรับปรุงหรือรีโนเวท รวมถึงการปรับโฉมองค์ประกอบต่างๆ ของศูนย์การค้าให้ดูใหม่อยู่เสมอ ทำให้การรีโนเวทศูนย์ในปัจจุบันกินระยะเวลาสั้นลง จากเดิมที่ 10 – 15 ปี จะมีการรีโนเวทครั้งใหญ่ แต่ในปัจจุบันลดเหลือประมาณ 5 – 7 ปี ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผู้บริโภคมีประสบการณ์ และเรียนรู้การช้อปปิ้งมาจากการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศมากขึ้นนั่นเอง
วัลยา ยกตัวอย่างการปรับมิกซ์ภายในศูนย์ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้าให้เห็นภาพก็คือ การปรับเปลี่ยนเวลาในการให้บริการของซูเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ในศูนย์ให้เปิดบริการเร็วขึ้น เพื่อรองรับการช้อปปิ้งของแม่บ้านยุคใหม่ หรือการเพิ่มบริการใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพวกเขาได้ อย่างการมีลู่วิ่งหรือที่ขี่จักรยาน และการมีพื้นที่ให้สามารถนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาเดินในศูนย์ได้เหมือนกับที่เซ็นทรัลพัฒนากับกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลอีสต์วิลล์ เลียบทางด่วนรามอินทรา ซึ่งมีโลเกชั่นอยู่ในย่านที่เป็นที่พักอาศัยของคน
การพัฒนาของศูนย์การค้าในบ้านเรา ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะสามารถยกระดับให้กลายเป็นเดสติเนชั่นในเรื่องของการช้อปปิ้งในย่านอาเซียนไปแล้ว โดยผู้ประกอบการศูนย์การค้ามีการรวมตัวตั้งเป็นสมาคมศูนย์การค้าไทย หรือ TSCA ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้ประกอบการทั้งหมด 13 ราย ประกอบด้วย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน),บริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, บริษัท เอ็มบีเค จำกัด (มหาชน),บริษัท รังสิตพลาซ่า จำกัด, บริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด, บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด, บริษัท เค.อี.แลนด์ จำกัด, บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด, บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด, บริษัท แปซิฟิคพาร์ค ศรีราชา จำกัด และ บริษัท บุญถาวรเซรามิค จำกัด