• “ดุสิตธานี” ชี้แนวทางปรับโมเดลธุรกิจ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ก่อนหน้าสถานการณ์ COVID-19 ในวงงการธุรกิจต้องพบกับภาวการณ์หยุดชะงัก หรือ Disruption มาแล้วมากมาย ทั้ง Digital Disruption และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นเราต้องพิจารณาว่าโมเดลธุรกิจที่เราจะเดินหน้าต่อไปควรจะเป็นอย่างไร โดยขอยกตัวอย่างธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปในหลาย ๆ ด้าน เช่น ผู้ปฏิบัติการ หรือเจ้าของทรัพย์สินจะสร้างความสมดุลอย่างไรระหว่างทรัพย์สินขององค์กร หรือทรัพย์สินที่ต้องเช่า รวมถึงทรัพย์สินที่ต้องบริหารงาน โดยอาจมีทรัพย์สินบางอย่างที่เราอาจต้องลงทุนเพิ่มด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นยังต้องพิจารณาถึงพันธมิตรธุรกิจเพราะในสถานการณ์ COVID-19 การดำเนินธุรกิจเพียงลำพังบนโลกธุรกิจคงไม่เพียงพอในการตอบโจทย์การให้บริการที่ครบวงจรมากขึ้น ดังนั้นเราจึงอาจเห็นภาพธุรกิจโรงแรมร่วมมือกับสายการบิน โรงพยาบาล หรือประกันภัย เป็นต้น
ถัดมาคือเรื่องสุขอนามัยซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานใหม่ที่ผู้คนจะให้ความสำคัญมากขึ้น รวมถึงเรื่องเทคโนโลยีที่จะนำมาให้บริการที่ตรงความต้องการลูกค้าและสามารถนำมาใช้ในการทำงานในทุกสถานที่ ตลอดจนเรื่องของความยั่งยืน โมเดลธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องคำนึงถึง 3 เรื่องคือ 1.การช่วยให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายมากที่สุดและให้ความยืดหยุ่นในการให้บริการ 2.การให้บริการที่ประทับใจ และ 3.การให้ความคุ้มค่าแก่ลูกค้าผู้ใช้บริการ
• “ทีเส็บ” จัดแคมเปญช่วยผู้ประกอบการไมซ์
นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ รองผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ “ทีเส็บ” กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา “ทีเส็บ” เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการพัฒนาหลักเกณฑ์มาตรการและแนวทางการเตรียมความพร้อมเปิดกิจการ หรือการจัดกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและกีฬาในสถานการณ์ COVID-19 ของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนด้านสุขอนามัยของอุตสาหกรรมไมซ์ไทย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 สำหรับผู้ประกอบกิจการและสถานที่สาธารณะกรณีผ่อนผันการดำเนินกิจการ และเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งเป็นคณะทำงานลงมือปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมจัดทำข้อเสนอแนวทางการผ่อนปรนเปิดกิจการและกิจกรรมไมซ์โดยทำงานร่วมกับ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และภาคเอกชน เพื่อนำเสนอแนวทางต่อรัฐบาลจนมีแนวทางชัดเจน และมีความพร้อมเตรียมการเปิดกิจกรรมของอุตสาหกรรมไมซ์
สำหรับมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการไมซ์ในสถานการณ์ COVID-19 “ทีเส็บ” ได้จัดแพ็คเกจ “ประชุมเมืองไทย ปลอดภัยกว่า” โดยตั้งเป้าหมายไว้ 500 กรุ๊ป สำหรับองค์กรที่จัดประชุม (Meetings) 30 คน ขึ้นไป โดยจะให้งบประมาณสนับสนุน 3 หมื่นบาท สำหรับการเดินทางข้ามจังหวัด มีการพักในโรงแรม หรือสถานประกอบการ พร้อมจัดฟังก์ชันการจัดประชุมและช่วยเหลือชุมชน โดยยังจัดงบประมาณสนับสนุน 1.5 หมื่นบาทสำหรับโรงแรมที่ขอรับการสนับสนุนการจัดประชุมต่อ 1 วัน ขณะเดียวกันยังมีแพ็คเกจ “ประชุมเมืองไทย ร่วมใจขับเคลื่อนชาติ” สำหรับการประชุมนานาชาติ (Conventions) ในประเทศโดยได้จัดงบประมาณ 5 หมื่น – 1.2 แสนนบาท สำหรับกลุ่มคณะ 100 คนขึ้นไปที่มีการพัก 2 วัน 1 คืน ตลอดจนแพ็คเกจ “งานแสดงสินค้าในประเทศ นำเศรษฐกิจไทยไปไกลกว่า” สำหรับงานแสดงสินค้านานาชาติ (Exhibitions) ในลักษณะ B2B บนพื้นที่ 3 พันตารางเมตรขึ้นไป มีงบประมาณให้ 1 ล้านบาท และ 8 แสนบาทสำหรับการจัดงานบนพื้นที่ต่ำกว่า 3 พันตารางเมตร โดยบริษัท ห้างร้าน และองค์กรต่าง ๆ สามารถติดต่อรายละเอียดเพิ่มได้ที่ https://www.thaimiceconnect.com/
• บทสรุปความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับ “ผู้นำองค์กร”
ภายในงานสัมมนาครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) นายบรรณ เกษมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย บริษั ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการอำนวยการ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) และผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ
ทั้งนี้ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิต่างมีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า สถานการณ์ COVID-19 ไม่ได้เป็นเพียงวิกฤติเพียงด้านเดียวที่ธุรกิจต่าง ๆ ต้องประสบ เพราะยังมีเรื่องของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน รวมถึงเทคโนโลยีดิสรัปชัน และอื่น ๆ ที่ล้วนเป็นสิ่งท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันซึ่งหากธุรกิจใดที่ยังภาคภูมิใจกับความสำเร็จเก่า ๆ โดยไม่ตั้งใจเปลี่ยนแปลงใด ๆ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมและความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง หรือตีโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ให้แตก ธุรกิจนั้นก็ยากที่จะประสบความสำเร็จได้ ประการสำคัญความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นในอนาคตยังจำเป็นต้องตระหนักถึงเรื่องความยั่งยืนเป็นสำคัญด้วยซึ่งถ้าหากธุรกิจใดขาดการเตรียมพร้อมที่ดี โอกาสที่คิดว่าจะเป็นของเราอาจผันแปรเป็นโอกาสของผู้อื่นได้ในทันที
ปัจจัยสำคัญสำหรับธุรกิจในการยกระดับความสามารถด้านการแข่งขันในอนาคตจึงงขึ้นอยู่กับผู้นำองค์กรที่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองอย่างมากที่จะไม่ทำตัวเป็นคนรุ่นเก่าในยุคอดีต โดยต้องพัฒนาให้ตัวเองมีความทันสมัยในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่ยอมรับ ตลอดจนมีทักษะในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ซึ่งต้องยอมรับฟังความคิดเห็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น พร้อมทั้งเปลี่ยนบทบาทตัวเองจากผู้นำเป็นโคชชิ่งในทุก ๆ ด้าน
สถานการณ์ COVID-19 จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้าน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในภาพรวม ดังนั้นธุรกิจจึงต้องเปลี่ยนแปลงองค์กรและวิธีคิดของคนทำงาน ตลอดจนการกำหนดกลยุทธ์และแผนการตลาด จากเดิมที่เคยกำหนดแผนระยะยาว 5 ปีอาจใช้ไม่ได้ผลกับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ควรเป็นแผนระยะสั้นรายไตรมาส ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีแผนพัฒนาสินค้าและบริการจำเป็นต้องทดสอบตลาดให้เร็วที่สุด แทนที่จะใช้เวลา 3 เดือนในการสำรวจตลาดก่อนที่จะพัฒนาสินค้า หรือบริการ ประการสำคัญขอให้คำนึงว่าทุกวิกฤติมีโอกาส แต่หลังจากวิกฤติจะทำอย่างไรให้มีโอกาสและสร้างโอกาสนั้นให้มีความเข้มแข็งโดยใช้ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเป็นอาวุธ พร้อมกับใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือการตลาด