สุภศักดิ์ กฤษณามระ กรรมการผู้จัดการ ดีลอยท์ ประเทศไทย บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก คาดการณ์แนวโน้มของเศรษฐกิจโลกในช่วงวิกฤต COVID-19 นี้ว่าน่าจะติดลบอย่างน้อย 4% สำหรับประเทศอาจจะมีตัวเลขสูงกว่า เนื่องจากระบบเศรษฐกิจของประเทศมีการพึ่งพาการส่งออก, ท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร ซึ่งได้รับผลกระทบมาจากสงครามการค้าก่อนหน้านี้แล้ว
สำหรับโอกาสในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจนกลับมาเป็นปกตินั้น จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักคือ การมีวัคซีนออกมาใช้งานได้เมื่อไหร่ แต่คาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาเป็นปกติอย่างเร็วคือปี 2022
“โอกาสที่จะฟื้นตัวเป็นอย่างไรกว่าจะหาวัคซีนได้ กว่าจะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กว่าจะทราบเรื่องนโยบายการค้าใหม่ คงต้องใช้เวลากว่าจะกลับมาเหมือนเดิม แต่ตัวเลขจะดีขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ไป
สำหรับประเทศไทยในภาคธุรกิจหัวใจสำคัญอยู่ที่การคอนโทรลการระบาดรอบที่ 2 ให้ได้ ประเทศไทยโชคดีที่อยู่ในโซนเอเชีย แฟซิฟิก ซึ่งหลายประเทศเศรษฐกิจยังมีโอกาสดีกว่าหลายๆ ประเทศในโลก”
สุภศักดิ์ ยังอธิบายเพิ่มเติมว่าการระบาดของ COVID-19 แต่ละอุตสาหกรรมจะใช้เวลาฟื้นตัวไม่เท่ากัน ดังนั้นทุกองค์กรควรใช้เวลาช่วงนี้เตรียมความพร้อมเพื่อที่จะกลับสู่ภาวะปกติในอนาคต
โดยดีลอยท์แนะนำให้ภาคองค์กรควรให้ความสำคัญ 6 ด้าน เพื่อให้พร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต ประกอบด้วย
1. การกอบกู้ และการเพิ่มของรายได้ (Recover & Grow Revenue) เช่น ทบทวนรูปแบบและข้อเสนอทางธุรกิจปัจจุบัน, ประเมินกลยุทธ์การกำหนดราคาใหม่, แสวงหาแหล่งความต้องการใหม่ๆ รวมทั้งโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านการทำงานร่วมกันข้ามอุตสาหกรรม
2. การเพิ่มมาร์จิ้น และความสามารถในการทำกำไร (Increase Margins & Profitability) เช่น ใช้เวลาให้มากขึ้นกับส่วนที่เพิ่มรายได้, เพิ่มความรอบคอบส่วนของค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (SG&A), มองหารูปแบบและทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยง, เน้นความมั่นคงของซัพพลายเออร์และซัพพลายเชน
3. การเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์และหนี้สินรวมถึงสภาพคล่อง (OPTIMISE ASSETS, LIABILITIES,
& LIQUIDITY) โดยการเพิ่มประสิทธิภาพเงินทุนหมุนเวียนเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับสภาพคล่อง, ใช้ประโยชน์สูงสุดจากมาตรการกระตุ้นและเครดิตภาษีของรัฐบาล, ตรวจสอบการแบ่งปันสินทรัพย์และการจัดเตรียมการ เช่าซื้อ, ทบทวนผลงาน/สินค้าค้างส่งมอบ และสัญญาต่าง ๆ อีกครั้ง
4. เร่งทำเรื่อง Digital Transformation (Accelerate Digital Transformation) เช่น จัดลำดับความสำคัญของช่องทางข้อมูลดิจิตอล, การเปลี่ยนไปใช้ระบบคลาวด์เพื่อความคล่องตัว และความยืดหยุ่น, ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงปลอดภัยบนไซเบอร์ (Cyber Security), เพิ่มความคล่องตัวในการทำงานของสำนักงานส่วนกลางและส่วนหน้าด้วยระบบ Office Automation
5.ให้การสนับสนุนพนักงานและโครงสร้างการดำเนินงาน (Support Workforce & Operating Structure) เช่น ทำให้พนักงานรู้สึกมั่นใจและปลอดภัย, ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงาน, สร้างช่องทางการประเมินความรู้สึก รวมถึงสุขภาพร่างกายและจิตใจของพนักงาน, มองหารูปแบบการจ้างงานทางเลือก (เช่น การจ้างแบบชั่วคราว), มองหาหรือคิดรูปแบบการทำงานและการส่งมอบงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
6. บริหารจัดการความคาดหวังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Manage Stakeholder Expectations) เช่น พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการการสื่อสารในภาวะวิกฤต, สื่อสารนโยบายเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยให้พนักงานและลูกค้าได้รับทราบ, เข้าไปมีส่วนร่วมกับโครงการของภาครัฐ และชุมชนในพื้นที่, ให้ความสำคัญกับโครงการหรือความคิดริเริ่มเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจอย่างสมดุลทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG)