การเปิดตัวกลุ่มธุรกิจใหม่ในครั้งนี้ Anitech ได้มีการแบ่งกลุ่มสินค้าออกเป็น 3 หมวดหลักด้วยกันคือ
1.กลุ่มสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์สุขอนามัยส่วนบุคคลและผลิตภัณฑ์สำหรับครัวเรือน (Personal and Home Care) อาทิ น้ำยาอิเล็กโทรไลต์สำหรับฆ่าเชื้อโรคบนพื้นผิว, น้ำยากำจัดไรฝุ่นสูตรออร์แกนิก, น้ำยาล้างผักไร้สีไร้กลิ่น, น้ำยาทำความสะอาดและขจัดคราบเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวขนาดเล็กแบบไม่ต้องใช้น้ำ
2. กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อสุขอนามัย (Health and Hygiene Devices) อาทิ เครื่องฟอกอากาศ, เครื่องดูดไรฝุ่น, ตู้รองเท้าที่ติดตั้งเครื่องฆ่าเชื้อ UV-C, เครื่องผลิตน้ำยาอิเล็กโทรไลต์แบบ DIY, อุปกรณ์ฆ่าเชื้อภายในห้องด้วยแสง UV-C เอามาทำงานแบบสมาร์ท ดีไวซ์ เอาแพลทฟอร์มมาช่วย IOT ย้ายที่ แล้วสั่งเครื่องให้ทำงาน ให้ทำงานผ่าน IOT Platform พวกนี้คือสิ่งที่สังคมต้องการ
3. กลุ่มผลิตภัณฑ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment) หรือ PPE อาทิ ถุงมือ, หน้ากากอนามัย, Face Shield, ชุด PPE โดยทาง Anitech คาดว่าในปีแรกของการเปิดตัวจะสามารถทำยอดขายได้ประมาณ 45 ล้านบาท
“เรื่องการสร้างความแตกต่างของแบรนด์ Anitech เป็นสินค้าแบรด์เดียวที่รับประกันสูงสุด 50,000 บาท เพราะว่าเราเป็นน้องใหม่ในอุตสาหกรรม เราต้องทำมากกว่า เราต้องทำให้คนมั่นใจ สินค้าบางอย่างของเราเป็นแค่น้ำยาทำความสะอาด บางทีคนมองไม่ออก เพราะเรากำลังต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็น ดังนั้นเราต้องสร้างความมั่นใจ การรับประกันคุณภาพสินค้าจาก Third Party เป็นการบอกผู้บริโภคว่าเราทำงานมากกว่า เราพยายามมากกว่า เพื่อซื้อความมั่นใจ สินค้าหมวดนี้การแข่งขันยังไม่รุนแรงถึงขนาดตัดราคา เว้นแต่ตลาดแอลกอฮอล์ที่แข่งขันรุนแรง สำหรับตลาดน้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ต่างประเทศเกือบหมด
สินค้ากลุ่ม Wellness & Hygiene ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากประเทศจีน บางส่วนไม่มีการรับรองมาตรฐาน เน้นแข่งด้านราคาเป็นหลัก เราเชื่อว่าเรามีสินค้าครบที่สุด ต้องการเป็น One Stop Shopping ใครต้องมองหาสินค้ากลุ่มนี้ ต้องตระเวนหา เราเลยทำเรื่องนี้ให้ครบวงจร แต่ต้องใช้ความพยายามสูงมาก”
สำหรับแผนงานระยะยาว โธมัสกล่าวว่ายอดขายของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้น่าจะทำยอดขายให้บริษัทคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี