การที่สายการบิน Lufthansa Group ปลดระวางเครื่องบิน Airbus A380 และไม่นำกลับมาใช้อีกนั้น เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงการสิ้นสุดของยุคของการให้บริการด้วยเครื่องบินเจ็ทโดยสารขนาดยักษ์ของสายการบินต่างๆ ที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้ เครื่องบินแบบ A380 ของบริษัท Airbus เป็นเครื่องบินเจ็ทโดยสารขนาดยักษ์ 4 เครื่องยนต์ มีห้องโดยสาร 2 ชั้นตลอดความยาวลำตัวแบบเดียวในโลก บรรทุกผู้โดยสารเต็มที่ได้มากกว่า 800 คน
ทางด้านบริษัท Airbus ก็ได้ประกาศยุติสายการผลิต A380 อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่กลางปี 2020
ส่วนคู่แข่ง A380 คือ Boeing 747 เครื่องบินเจ็ทโดยสารขนาดยักษ์ 4 เครื่องยนต์ที่ผลิตโดยบริษัท Boeing นั้น Boeing ก็ประกาศตั้งแต่ปีที่แล้วว่าจะยุติการผลิตเครื่องบินรุ่น 747 ในปีหน้า 2022 หลังจากให้บริการมามากกว่า 50 ปี ตลอดเวลา 50 กว่าปีนี้ บริษัท Boeing ได้ขาย Boeing 747 ให้กับสายการบินทั่วโลกมากกว่า 1,500 ลำ ซึ่งสำหรับ Boeing คงทำกำไรจาก 747 ได้เป็นกอบเป็นกำแล้ว
ขณะที่ Airbus A380 เพิ่งให้บริการประมาณ 16 ปีเท่านั้น และขายเครื่องบินให้สายการบินทั่วโลกได้น้อยกว่า 250 ลำ ต่ำกว่าเป้าหมาย 1,200 ลำที่ตั้งไว้เมื่อแรกนำเครื่องบินรุ่นนี้ออกสู่ตลาดมาก
เหตุที่ Airbus ขาย A380 ไม่ได้ตามเป้าหมาย และช่วงหลังๆ ก่อนประกาศยุติการผลิตก็ขายได้น้อยลง มาจากหลายปัญหาที่เกิดต่อเนื่องกันมา เช่น ปัญหาการผลิตออกสู่ตลาดล่าช้ากว่ากำหนดมาก ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรป รวมถึงราคาน้ำมันที่เคยพุ่งสูงในช่วงก่อนหน้านี้
และอีกเหตุผลสำคัญคือ ทิศทางของอุตสาหกรรมสายการบินทั่วโลก เปลี่ยนจากการซื้อเครื่องบินยักษ์ (อย่าง Boeing 747 และ A380) ไปใช้เครื่องบินที่มีขนาดเล็กลงประหยัดเชื้อเพลิงกว่าแทน
จุดเริ่มต้นที่สายการบินเปลี่ยนไปใช้เครื่องบินที่มีขนาดเล็กลงประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่า น่าจะมาจากการเกิดของเครื่องบิน Boeing 787 Dreamliner ของบริษัท Boeing
เมื่อ Airbus A380 ออกสู่ตลาดใหม่ๆ นั้น เป็นคู่แข่งโดยตรงของเครื่องบินยักษ์ Boeing 747 พื้นที่ความจุห้องโดยสารที่มากกว่าสามารถจัดห้องโดยสารพิเศษที่เน้นความหรูหรามากได้ของ A380 และประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน ทำให้ A380 มียอดการสั่งซื้อสูงเป็นคู่แข่งสำคัญของ Boeing 747
Boeing จึงต้องสร้างเครื่องบินรุ่นใหม่มาสู้ A380 ซึ่ง Boeing ได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากเดิมที่คิดจะพัฒนาเครื่องบินยักษ์มาสู้ กลับมุ่งสร้างเครื่องบินเจ็ทโดยสารรุ่นใหม่ที่มีขนาดเล็กกว่า A380 ออกมาสู้ และเกิดเป็นเครื่องบินเจ็ทโดยสาร Boeing 787 ที่เปิดตัวสู่ตลาดในปี 2007 หลัง A380 สองปี Boeing 787 Dreamliner เป็นเจ็ทโดยสารลำตัวกว้างสองเครื่องยนต์ แม้ขนาดจะเล็กกว่า A380 แต่ก็จุผู้โดยสารเต็มที่ได้มากกว่า 400 คน และบินได้ไกลกว่า 13,000 กิโลเมตร ขณะที่ A380 บินได้ไกลกว่า 14,000 กิโลเมตร Boeing 787 จึงสามารถนำผู้โดยสารจำนวนมากเดินทางระยะไกลได้เช่นกัน (แม้จะไม่เท่า A380 ก็ตาม) ประกอบกับการใช้เครื่องยนต์เจ็ทเพียง 2 เครื่องยนต์ เป็นเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงสูง ดังนั้น 2 เครื่องยนต์ของ Boeing 787 ย่อมประหยัดกว่า 4 เครื่องยนต์ของ A380 แน่นอน
Boeing 787 ได้รับการตอบรับจากสายการบินทั่วโลกอย่างรวดเร็วมียอดการสั่งซื้อสูงมาก (จนถึงปัจจุบันมียอดการสั่งซื้อมากกว่า 900 ลำแล้ว) ความสำเร็จอย่างรวดเร็วของ Boeing 787 มีส่วนกระทบต่อยอดขาย A380 และแน่นอนทำให้ Airbus ต้องสร้างเครื่องบินรุ่นใหม่มาสู้กับ Boeing 787
และ Airbus ก็ได้สร้างรุ่น A350 เครื่องบินเจ็ทโดยสารลำตัวกว้างพิเศษ 2 เครื่องยนต์ เปิดตัวออกสู่ตลาดในปี 2015 แม้จะมาทีหลัง Boeing 787 หลายปี แต่ก็ได้รับความนิยมจากสายการบินทั่วโลกสูง มียอดการสั่งซื้อ A350 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนขายได้มากกว่า 400 ลำแล้ว
การแข่งขันในอุตสาหกรรมเครื่องบิน และความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค ทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Boeing และ Airbus จำเป็นต้องสร้างผลิตภัณฑ์ออกมากินกันเอง พัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ออกมากินตลาดผลิตภัณฑ์เดิมของตน การเกิดของ Boeing 787 และ Airbus A350 ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของสายการบินทั่วโลกที่ต้องการเครื่องบินเจ็ทขนาดเล็กประสิทธิภาพสูงที่มีราคาถูกกว่า ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายการจัดการมากกว่า ซึ่งที่สุดแล้วผู้โดยสารก็จ่ายค่าโดยสารถูกกว่าด้วย
ประกอบกับ A380 มีขนาดใหญ่มาก ทำให้ไม่สามารถทำกำไรเมื่อมีผู้โดยสารไม่มากพอมีที่นั่งว่างเหลือมาก ประกอบกับมีปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรป รวมถึงราคาน้ำมันที่เคยพุ่งสูงก่อนหน้าจะเกิดโรคระบาด ทำให้ความต้องการเครื่องบินขนาดยักษ์ของสายการบินทั่วโลกหายไปอย่างรวดเร็ว กระทบยอดขายไม่เฉพาะ A380 ของ Airbus เท่านั้น ยังรวมถึง Boeing 747 ด้วย ทำให้ในที่สุด ทั้ง Boeing และ Airbus ต้องประกาศหยุดผลิตเครื่องบินยักษ์ของตนดังกล่าว
เมื่อโลกเผชิญการระบาดรุนแรงของ COVID-19 ตั้งแต่ปี 2020 ก็เหมือนตอกตะปูปิดฝาโลงสนิทต่ออนาคตของเครื่องบินยักษ์ สายการบินทั่วโลกเริ่มทยอยปลดประจำการ เลิกใช้เครื่องบินยักษ์บางส่วน หรือเลิกใช้ทั้งหมดอย่าง Lufthansa ที่หยุดใช้ Airbus A380 เป็นการถาวร
ณ ช่วงเวลานี้ ยุคของเครื่องบินเจ็ทโดยสารขนาดยักษ์ 4 เครื่องยนต์ที่จุผู้โดยสารได้มากกว่า 500 คนขึ้นไปได้ผ่านไปแล้ว พร้อมกับความเจ็บปวดพอประมาณของ Airbus ที่สามารถทำยอดขาย A380 ได้ต่ำกว่าเป้าหมายมาก แต่สำหรับ Boeing คงไม่กระทบขนหน้าแข้งคงไม่ร่วง เพราะเวลา 50 กว่าปีของการขาย Boeing 747 Jumbo Jet ที่สามารถขายได้มากกว่า 1,500 ลำ คงจะสร้างผลกำไรให้กับบริษัท Boeing แล้วไม่น้อย
แต่เทคโนโลยีการบินที่มีการพัฒนาเร็วมาก นับตั้งแต่ 2 พี่น้องตระกูลไรท์คิดสร้างเครื่องบินได้สำเร็จเมื่อ 100 กว่าปีก่อน ทำให้ยากจะคาดเดาถึงอนาคตอันไกลว่า เทคโนโลยีของเครื่องบินเจ็ทโดยสารจะเปลี่ยนไปเช่นไร เครื่องบินเจ็ท 4 เครื่องยนต์จะกลับมาอีกหรือไม่ แต่ในช่วงเวลานี้และอนาคตอันใกล้ เป็นยุคทองของเครื่องบินเจ็ทโดยสาร 2 เครื่องยนต์อย่างแน่นอน
Cr : INTERNATIONAL FLIGHT NETWORK / Mail Online / Forbes / DW / BBC / BUSINESS INSIDER / Boeing / Airbus
Source
Source
Source
Source
Source
Source
Source
Source