รายงานฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Gojek ในการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ และเพื่อแสดงความรับผิดชอบได้ดียิ่งขึ้น ทางบริษัทได้จัดตั้งสภาที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน (Sustainability Advisory Council) ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายองค์กร ได้แก่ องค์การเพื่อสตรีแห่งประชาชาติ (UN Women) ศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre of Energy) มหาวิทยาลัย University of Indonesia และอีกมากมาย
ทานาห์ ซัลลิแวน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความยั่งยืนของ Gojek กล่าวว่า “ด้วยความที่มีเวลาไม่ถึง 10 ปีในการจะบรรลุเป้าหมาย SDGs เราจึงต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ การนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ พร้อมกับการยึดมาตรฐานและการรับรองคุณภาพสากล รวมถึงการใช้กลยุทธ์การดำเนินงานที่ขับเคลื่อนด้วยดาต้า ทำให้เราสามารถมั่นใจว่าแผนการของเรานั้นแข็งแกร่ง สอดคล้องต่อความต้องการ และสร้างผลกระทบได้มากที่สุด เราเองทราบดีว่าเป้าหมายนี้ไม่อาจทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว เราจึงจะสร้างเน็ตเวิร์คของพาร์ทเนอร์ที่มีแนวคิดเดียวกับเราเพื่อเร่งการพัฒนา โดยอาศัยนวัตกรรม ความเชี่ยวชาญ และความสามารถของทุกฝ่ายให้เป็นประโยชน์”
Dr. Allinnettes Adigue หัวหน้าฝ่าย ASEAN Regional Hub แห่ง GRI กล่าวว่า “การพัฒนาความยั่งยืนขององค์กรส่งผลดีต่อทั้งผู้คน โลก และประโยชน์ของบริษัทในระยะยาว เพราะว่าในความเป็นจริงไม่มีใครสามารถประกอบธุรกิจได้บนดาวเคราะห์ที่ตายแล้ว ดังนั้นคำถามที่ว่าบริษัทควรจัดทำรายงานความยั่งยืนหรือไม่นั้นจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป รายงานความยั่งยืนเป็นทางออกในระยะยาวอย่างแน่นอน แต่ปัญหาก็คือรายงานพวกนั้นถูกต้อง ตรงประเด็น และสื่อสารอย่างชัดเจนแค่ไหนถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมที่มีความจำเป็นต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง ไม่ใช่แค่เพียงแค่บางกลุ่มเท่านั้น
“มาตรฐาน GRI ซึ่งเป็นกรอบการรายงานที่ได้รับการนำมาใช้มากที่สุดในโลก ไม่ใช่เป็นเพียงแผนการรายงานเท่านั้น แต่เป็นแนวทางปฏิบัติให้แก่องค์กรต่างๆ ทั่วโลกในการใช้บรรทัดฐานเดียวกันเพื่อตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืน ไปจนถึงการประมาณ วิเคราะห์ และรายงานความคืบหน้า ซึ่งจะช่วยพัฒนาผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง โดยมาตรฐาน GRI นี้จะช่วยให้บริษัทเลือกโฟกัสแต่ประเด็นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผ่านการนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณ การประเมินผลเชิงบรรยาย และระบบแบบ Indicator-Based”
สนับสนุนความเป็นอยู่ของคนในสังคมในช่วง COVID-19
Gojek ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ทุกคนในระบบอีโค่ซิสเต็มเพื่อลดผลกระทบจาก COVID-19 ผ่านการสร้างความมั่นใจในด้านความปลอดภัยและสุขภาพของทุกฝ่าย การคิดค้นโปรดักส์และบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการต่างๆ และการเพิ่มช่องทางหารายได้ให้แก่พาร์ทเนอร์ร้านค้าและพาร์ทเนอร์คนขับ อีกทั้งในปี 2020 Gojek ได้ก่อตั้งมูลนิธิ Anak Bangsa Bisa (YABB) เพื่อช่วยสนับสนุนพาร์ทเนอร์ของบริษัทและคนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยได้รับเงินบริจาคถึง 1 แสนล้านรูเปียห์ (ราว 216 ล้านบาท)จากผู้บริหารระดับสูงและพนักงาน และอีก 2 หมื่นล้านรูเปียห์ (ราว 43 ล้านบาท) จากโครงการบริจาคเพื่อการกุศลของบริษัทและโปรแกรมบริจาคอื่นๆ6
นอกจากนี้ Gojek ยังให้การสนับสนุนผู้บริโภคและชุมชนโดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายขนาดใหญ่ของบริษัท ในการอัพเดทข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับแนวทางด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย รวมไปถึงเปิดตัวฟีเจอร์และโปรแกรมต่างๆ อีกมากมาย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 และให้กำลังใจบุคลากรแนวหน้า
สามารถอ่านรายงานความยั่งยืนฉบับเต็มได้ที่นี่
1 รายงานความยั่งยืนฉบับแรกของ Gojek เป็นไปตามมาตรฐานสากล ได้แก่ Global Reporting Initiative (GRI) และ Sustainability Accounting Standards Board (SASB)
2 KAP Tanudiredja, Wibisana, Rintis & Rekan สมาชิกชาวอินโดนีเซียในเครือข่าย PricewaterhouseCoopers ได้ตรวจสอบข้อมูล ESG ที่เปิดเผยในรายงานความยั่งยืนของ Gojek แล้วว่าสอดคล้องกับมาตรฐาน GRI
3 The Greenhouse Gas (GHG) Protocol ให้ความหมายก๊าซเรือนกระจกแบบสโคปที่ 1 ว่าเป็นการปล่อย GHG โดยตรง สโคปที่ 2 หมายถึง การปล่อย GHG โดยอ้อมจากการใช้ไฟฟ้า และสโคปที่ 3 หมายถึง การปล่อย GHG โดยอ้อมด้วยวิธีการใดๆก็ตามที่ไม่ปรากฏอยู่ในสโคปที่ 2
4 การจับมือร่วมกับ PromoGo ช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมแก่พาร์ทเนอร์คนขับประเภทสองล้อโดยการติดป้ายโฆษณาบนยานพาหนะ ส่วน GoCek เป็นฟีเจอร์ในแอปที่ช่วยเพิ่มรายได้แก่พาร์ทเนอร์คนขับผ่านการทำภารกิจต่างๆในเวลาว่าง เช่น ช่วยตรวจสอบบริการเตรียมความพร้อมให้พาร์ทเนอร์ร้านค้าใหม่ๆ
5 Employee Resource Groups คือกลุ่มพนักงานอาสาสมัคร โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยและคอยสร้างกำลังใจแก่พนักงานที่มีประสบการณ์เหมือนๆกัน
6 ประมาณ 6.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากผู้บริหารระดับสูงและพนักงาน และ 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากโครงการบริจาคเพื่อการกุศลของบริษัทและโปรแกรมบริจาคอื่นๆ