Facebook กล่าวว่า Hateful Comments (ความคิดเห็นที่แสดงความเกลียดชัง) อาจผลักดัน Starbucks ให้ออกจาก Facebook
ทั้งนี้เพราะมีข่าวออกมาว่า Starbucks กำลังอยู่ในขั้นตอนการประเมินสถานะออร์แกนิก (Organic Presence) ของพวกเขาบน Facebook และพวกเขาควรจะมีตัวตนบนแพลตฟอร์มนี้ต่อไปหรือไม่
เรื่องนี้ทำให้ Facebook กำลังดิ้นรนพยายามอย่างหนักเพื่อป้องกันไม่ให้ Starbucks ออกจากแพลตฟอร์มของตนหลังจากบริษัทกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกกล่าวว่ารู้สึกกังวลใจกับความคิดเห็นที่แสดงความเกลียดชังจำนวนมาก (Hateful Comments) ในโพสต์เกี่ยวกับปัญหาความยุติธรรมทางเชื้อชาติและสังคม
ในการสนทนากันเป็นการภายในที่ทางสื่อ BuzzFeed News ได้เห็นนั้นพนักงานของ Facebook ที่บริหารจัดการด้านความสัมพันธ์ของเครือข่ายสังคมออนไลน์กับ Starbucks เขียนว่าทางบริษัทดังกล่าวผิดหวังมากจากความเกลียดชังและการไม่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างบนแพลตฟอร์มจนทางบริษัทอาจลบเพจ Facebook ของตนออกไปซึ่งหาก Starbucks ทำเช่นนั้นก็จะเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดที่เคยตัดความสัมพันธ์กับ Facebook
“Starbucks กำลังอยู่ระหว่างการประเมินสถานะออร์แกนิก (Organic Presence) ของพวกเขาบน Facebook และ Starbucks ควรจะมีสถานะบนแพลตฟอร์มนี้ต่อไปหรือไม่” พนักงานของ Facebook เขียนถึงเพื่อนร่วมงานเมื่อต้นสัปดาหที่ผ่านมา “ทุกครั้งที่ Starbucks โพสต์ (แบบออร์แกนิก - Organically) เกี่ยวกับปัญหาทางสังคมที่ต้องคำนึงถึงหรืองานเกี่ยวกับภารกิจและค่านิยมของพวกเขา (เช่น BLM, LGBTQ, ความยั่งยืน / การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Sustainability/Climate Changeฯลฯ) พวกเขาจะได้รับความคิดเห็นเชิงลบอย่างล้นหลามถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยคำพูดแสดงความเกลียดชัง (Hate Speech) บนโพสต์ของพวกเขา"
พนักงานคนดังกล่าวได้กล่าวต่อไปว่าทีมบริหารชุมชนของ Starbucks พยายามอย่างหนักในการกลั่นกรองคำพูดที่แสดงความเกลียดชังและไม่สามารถปิดการแสดงความคิดเห็นบนเพจของตนได้พวกเขายังถ่ายทอดชุดคำถามจากฝ่ายบริหารของ Starbucks ซึ่งพยายามที่จะทำความเข้าใจว่าอัลกอริทึมของ Facebook กลั่นกรองหรือขยายความคิดเห็นในโพสต์อย่างไร
การประเมินค่า Facebook ใหม่ของ Starbucks เกิดขึ้นท่ามกลางการพิจารณาในเรื่องความเกลียดชังและข้อมูลที่ผิดที่ยังคงแพร่กระจายอย่างต่อเนื่องบนแพลตฟอร์มนี้
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วในสหราชอาณาจักรพรีเมียร์ลีก (Premier League) และทีมฟุตบอลที่เกี่ยวข้องอีก 20 ทีมคว่ำบาตร Facebook และแอพแชร์รูปภาพ Instagram เป็นเวลา 4 วันเพื่อพยายามสร้างความตระหนักให้กับการละเมิดการเหยียดผิวที่ยังมีอย่างต่อเนื่องที่ผู้เล่นเผชิญบนแพลตฟอร์มเหล่านั้น
เมื่อปีที่แล้ว Starbucks เป็นหนึ่งในบริษัทหลายร้อยบริษัทที่หยุดโฆษณาบน Facebook ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “Stop Hate for Profit” ซึ่งพยายามกดดันเครือข่ายโซเชียลที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้มีจุดยืนที่หนักแน่นขึ้นเกี่ยวกับเนื้อหาเกี่ยวกับการเหยียดผิวและการแสดงความเกลียดชัง
Sanja Gould โฆษกของ Starbucks ไม่ยืนยันว่าบริษัทกำลังพิจารณาที่จะลบเพจ Facebook ของตนหรือไม่แต่ก็ได้กล่าวในแถลงการณ์ว่าบริษัทกาแฟ (Starbucks) แสดงจุดยืน "ต่อต้านคำพูดแสดงความเกลียดชัง (Against Hate Speech)"
“ขณะที่การเปลี่ยนแปลงบางอย่างมีการดำเนินการไปแล้วเราเชื่อว่าสามารถทำได้มากกว่านี้เพื่อสร้างสรรค์ชุมชนออนไลน์ที่เป็นที่ต้อนรับโดยรวม” เธอกล่าวเกี่ยวกับ Facebook ในแถลงการณ์ “เราทำงานร่วมกันกับทุกบริษัทที่เราทำธุรกิจด้วยเพื่อให้แน่ใจว่าการโฆษณาใดๆที่ทำในนามของเรานั้นสอดคล้องกับมาตรฐานแบรนด์ของเรา”
ในแถลงการณ์ของ Facebook, Dani Lever โฆษกของ Facebook กล่าวว่า Facebook นำเสนอ "เครื่องมือในการจำกัดเนื้อหานี้ไม่ให้ปรากฏบนเพจของพันธมิตรรวมถึงวิธีที่การหลากหลายสำหรับแบรนด์ต่างๆในการควบคุมผู้ที่สามารถแสดงความคิดเห็นในโพสต์ของพวกเขา"
"ทีมของเราทำงานร่วมกับลูกค้าของเราทั่วโลกในประเด็นปัญหาต่างๆและเป็นดังที่โพสต์นี้แสดงให้เห็นว่าเรากำลังทำงานร่วมกับพวกเขาเพื่อไม่ให้มีการแสดงความเกลียดชังออกมาจากเพจของพวกเขา" เธอกล่าว
ในขณะที่บริษัทจำนวนมากหยุดการโฆษณาบน Facebook ชั่วคราวเพื่อให้เป็นไปตามการแถลงข่าวการเคลื่อนไหวเหล่านั้นได้สร้างความเสียหายเล็กน้อยให้กับธุรกิจที่แม้ภายหลังจากแคมเปญ Stop Hate for Profit ก็ได้มีการบันทึกไว้เป็นประวัติการณ์ว่าบริษัททำรายได้สูงถึง 86 พันล้านดอลลาร์ในปี 2020
สำหรับ Starbucks อ้างอิงตามรายงานประจำปีของ Starbucks บริษัทนี้ใช้เงินไปกว่า 258 ล้านดอลลาร์ในการโฆษณาทั่วโลกในปีที่แล้ว
Cr : BuzzFeed News
Source