จากจุดเริ่มต้นของ LINE จนประสบความสำเร็จในทุกวันนี้ มีผู้ใช้ LINE กว่า 217 ล้านคนทั่วโลก ที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น ไทย ไต้หวัน และอินโดนีเชีย ซึ่งประเทศไทยกลายเป็น Mobile First Country ด้วยจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือถึง 44 ล้านคน ทำให้มือถือกลายเป็นศูนย์กลางของโลกดิจิทัลไปแล้ว และจากวิสัยทัศน์ในปี 2016 ที่ LINE ต้องการเป็น “Beyond Chat” สู่เป้าหมายในการเป็น “Mobile Portal” ในปี 2017 นี้
LINE จึงตั้งเป้าจะเป็นศูนย์รวมการบริการบนสมาร์ทโฟน เพื่อให้ชีวิตคนไทยง่ายขึ้นและสะดวกสบายขึ้น ด้วยกลยุทธ์ของ LINE ที่ถูกสร้างขึ้นจาก 4 ปัจจัยหลักในการใช้ชีวิต ได้แก่
1.การติดต่อสื่อสาร (Communication) จากผลสำรวจของ Nielsen พบว่า คนไทยใช้เวลาเฉลี่ยบนสมาร์ทโฟนสูงถึง 234 นาทีต่อวัน โดย 1 ใน 3 ของเวลาในการใช้สมาร์ทโฟน หรือประมาณ 70 นาทีต่อวันถูกใช้บนแพลตฟอร์ม LINE และ 94% ของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือถึง 44 ล้านคน ใช้ LIN
2.คอนเทนต์ (Content) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ เพลง หรือสิ่งพิมพ์ ต่างถูกย้ายมาอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งคนไทยใช้เวลาดูวิดีโอออนไลน์ 133 นาทีต่อวัน หรือคิดเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 65 นาทีต่อวัน จากการรายงานของสมาคมโฆษณาดิจิตอล ประเทศไทย (DAAT) พบว่า งบโฆษณาบนช่องทางดิจิตอลจะโตขึ้น 30% ในปีนี้ ยิ่งไปกว่านั้น LINE เตรียมสร้างคอนเทนต์กลุ่มใหม่นั่นคือ กีฬา (Sports) และความงาม (Beauty) เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีละคร (Drama) บันเทิง (Entertainment) เพลง (Music) อนิเมชั่น (Animation) และถ่ายทอดสด (Live) พร้อมวางแผนจับมือกับพันธมิตรรายใหญ่ต่างๆ เช่น ช่อง 8, พีพีทีวี, ไทย ไฟท์, และจีบัน
อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “หน้าที่ของ LINE TV คือการช่วย TV ให้สามารถเข้ามาสู่โลกออนไลน์ได้ ซึ่งคอนเทนต์ของเราเน้น Exclusive&Premium Content และเราไม่ได้ต้องการที่จะมา Disrupt TV แต่หน้าที่ของเราจริงๆ คือการช่วยช่องทาง TV”
3. บริการ (Service) ปัจจุบันมีแอปพลิเคชั่นทั้งหมดประมาณ 2.2-2.6 ล้านแอปพลิเคชั่น ในขณะที่จำนวนแอปฯเฉลี่ยที่คนส่วนใหฐ่ดาวน์โหลดมีเพียง 32 แอปฯต่อหนึ่งอุปกรณ์ ยิ่งไปกว่านั้นมีเพียง 3-5 แอปฯที่ถูกใช้งานเป็ฯประจำในแต่ละวัน ด้วยเหตุนี้ LINE จึงพัฒนา Chat BOT ขึ้นมาเพื่อทดแทนแอปพลิเคชั่นในการเข้าถึงบริการต่างๆ ได้บน LINE เพียงที่เดียว โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปฯ เพิ่ม ไม่ว่าจะเป็น Chat BOTของ LINE เอง เช่น LINE FINANCE หรือจากพาร์ทเนอร์ เช่น Uber และ Wongnai รวมถึงแบรนด์ต่างๆ เช่น Citibank, FWD, Lazada, Krungthai AXA, Maybank, Shell และ Uniliver เป็นต้น
4.การขายสินค้าและบริการ (Commerce) ปัจจุบันการขายสินค้าออนไลน์หรือ E-Commerce ยังคงมีสัดส่วนที่เล็กมากเพียง 3.8% ของมูลค่าการค้าปลีกทั้งหมด LINE จึงมองเห็นโอกาสในการเชื่อมต่อโลกออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่า บริการในรูปแบบ O2O (Offline to Online) จึงมีการเปิดตัว Beacon สำหรับร้านๆค้าต่างๆ ในการสื่อสารกับลูกค้าได้ ให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์และมอบคูปองโปรโมชั่นต่างๆ เมื่อลูกค้าเข้ามาใช้บริการที่ร้านค้าได้ทันที นอกจากนี้ยังมี LINE MAN ที่ขยายรูปแบบการให้บริการจากแมสเซ็นเจอร์ สั่งซื้ออาหารและของสะดวกซื้อ ไปสู่บริการรับส่งพัสดุ (Postal) โดยการจับมือกับ Alpha