ในฐานะซีอีโอของยักษ์ใหญ่ Google และ Alphabet หน้าที่ของ ซุนดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) คือ ดูแลบริษัทให้ก้าวไปข้างหน้า พัฒนาต่อเนื่อง เพื่อให้ทันความต้องการของผู้ใช้ และลูกค้าหลายพันล้านคนทั่วโลก
งานนี้ ... ไม่ใช่งานง่ายเลย !
แต่พิชัยเคยแชร์คำถามหนึ่งที่ช่วยให้จำบทบาทของตัวเอง ซึ่งเรียนรู้มาจาก บิล แคมป์เบลล์ ที่ปรึกษา อดีตโค้ชทีมฟุตบอลของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่ผันตัวมาเป็นโค้ชธุรกิจ
เมื่อไหรที่พบกัน แคมป์เบลล์จะถามเขาว่า
"สัปดาห์นี้ คุณได้ตัดสัมพันธ์อะไรไปบ้าง" (What ties did you break this week ?)
แคมป์เบลล์ไม่ได้พูดถึงการตัดสัมพันธไมตรีใดๆ ตรงกันข้าม เขากำลังสอนพิชัยว่าต้องทำลายการผูกรัดหรือการยึดติดให้เกิดความชะงักงัน
เมื่อปัญหาใดๆมาถึงผู้นำ องค์กรมักมี (อย่างน้อย) สองทางเลือกดีๆ ที่จะทำให้ก้าวไปข้างหน้า ทั้งสองตัวเลือกมีทั้งข้อดีและข้อเสีย มีทั้งคนค้านและคนหนุน
การตัดสินใจอาจทำให้ผู้นำต้องห่างเหินจากครึ่งหนึ่งของทีม แต่ก็เพียงชั่วครั้งชั่วคราว
ในฐานะผู้นำ งานของพิชัยไม่ใช่ทำให้ทุกคนมีความสุข และก็ไม่ควรปล่อยให้งานชะงักงัน โดยหวังแต่เพียงว่าครึ่งหนึ่งของทีมที่ไม่เห็นด้วยจะเปลี่ยนใจ หรือนั่งรอปาฏิหาริย์ให้ทางออกของปัญหาปรากฏชัดขึ้นเอง แต่ตรงกันข้าม งานของเขาคือ ทำให้ทุกเรื่องก้าวไปข้างหน้า
และนี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับทั้งผู้นำใหม่ และผู้นำเก่า คือ
ถ้าคุณมีนิสัยชอบเอาใจคนอื่นตลอดเวลา มันก็อาจจบลงด้วยการที่ไม่มีใครพอใจเลยก็ได้
และนี่คือ คำแนะนำ 3 ข้อ
1. จัดความสำคัญของคนที่คุณต้องเอาใจ
ถ้าคุณทำให้ทุกคนพอใจไม่ได้ คุณควรถามว่าใครบ้างที่ควรทำให้พอใจ? นั่นเป็นคำถามที่ซับซ้อน
คำตอบคือ ... ขึ้นอยู่กับว่ามองจากจุดไหน ในบริบททางธุรกิจ คำตอบจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่างๆ เช่น บริษัทของคุณอยู่ใน Stage ใด บทบาทของคุณคืออะไร เป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวขององค์กรคือสิ่งใด
ตัวอย่างเช่น เป็นเวลาหลายทศวรรษมาแล้ว ที่เพื่อนร่วมอุตสาหกรรมอย่าง CEO Jeff Bezos ไม่สนใจบรรทัดฐานเดิมๆ เขาปฏิเสธไม่ยอมเอาใจผู้ถือหุ้นของ Amazon โดยใช้เงินจำนวนมหาศาลลงทุนครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยหวังว่าจะปรับกลยุทธ์ของบริษัทให้ดียิ่งขึ้น และทำให้องค์กรเป็นเลิศในมากกว่า 1 อุตสาหกรรม กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้คนจำนวนมากไม่พอใจ แต่ท้ายที่สุด ก็เปลี่ยน Amazon ให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก นำสู่ผลกำไรมหาศาลระยะยาว
ในขณะเดียวกัน Amazon ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงวิธีปฏิบัติต่อพนักงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานใหม่ หรือ Entry-Level
เมื่อต้องตัดสินใจว่าจะให้ความสำคัญกับใคร ให้พิจารณากลุ่มคนต่อไปนี้:
1. พนักงาน
2. ลูกค้า
3. เจ้าของบริษัท รวมถึงผู้ถือหุ้น
4. ผู้บังคับบัญชา ผู้มีส่วนได้เสียหลักอื่น ๆ
นอกจากนี้ ควรพิจารณาตัวเองและครอบครัวของคุณด้วย
นั่นไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องถูกต้องที่จะทำ แต่เป็นเพราะการทำให้องค์กรสมดุล และมีสภาพแวดล้อมมั่นคงจะทำให้คุณเป็นผู้นำที่ดีขึ้นด้วย
2. หัวใจอยู่ที่ความคืบหน้า ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ
ด้วยการเป็นองค์กรขนาดใหญ่อย่าง Google (รวมทั้งบริษัทแม่อย่าง Alphabet ซึ่งมีพนักงานมากกว่า 130,000 คน) ปัญหาพื้นฐานที่พบคืองานต่างๆ มักอยู่กับที่ ไม่มีความก้าวหน้า ด้วยการต้องประชุมแล้วประชุมอีก ถกเถียงเรื่องเดิมๆซ้ำๆซากๆ ผู้นำต้องจำไว้ว่าเป้าหมายไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ เป้าหมาย คือ ทำให้ก้าวไปข้างหน้า และเรียนรู้จากความผิดพลาด
“มีการตัดสินใจเพียงจำนวนน้อยที่มีเดิมพันสูงจนทำให้เกิดความผิดพลาดและผลร้ายติดตามมา ” พิชัยอธิบาย “แต่ส่วนใหญ่เป็นการตัดสินใจทีละเล็กละน้อยแบบเป็นขั้นเป็นตอนที่ทำให้เกิดความก้าวหน้า”
3. ต้องมองภาพใหญ่
การเป็นผู้นำคนอื่นต้องให้คำแนะนำที่พวกเขาจำเป็นต้องฟัง แต่อาจไม่อยากฟัง บางครั้งมันหมายถึงการผลักพวกเขาออกจาก Comfort Zone ท้าทายให้พวกเขาทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และอาจไม่เชื่อว่าตัวเองทำได้ (แต่ผู้นำรู้ว่าพวกเขาทำได้) และถ้าคุณมีนิสัยต้องการทำให้ทุกคนพอใจ ให้ถามคำถามนี้กับตัวเอง : ถ้าทีมพลาดหรือบริษัทพัง ทุกคนจะมีความสุขกันอีกหรือ ?
คำตอบ คือ ไม่มีใครมีความสุขเลย
ดังนั้น ถ้าคุณอยากเป็นผู้นำที่ดีขึ้น ลองทำตามคู่มือของซุนดาร์ พิชัย ถามตัวเองว่า “What ties did you break this week?” หรืออีกนัยหนึ่ง "สัปดาห์นี้ คุณได้ผ่าทางตันอะไรไปบ้าง" จากนั้น อย่าลืม:
- จัดความสำคัญของคนที่คุณต้องเอาใจ
- เน้นที่ความคืบหน้า ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ
- มองภาพรวม
ก็เพราะผู้นำเป็นผู้ขับเคลื่อนทุกสิ่งไปข้างหน้า !