พล ตัณฑเสถียร กล่าวว่า “ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าเทรนด์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ผู้บริโภคยุคใหม่มีความอยากรู้อยากลองของใหม่ๆ อยู่เสมอ ฉะนั้นตัวผู้ประกอบการเองจะต้องไม่หยุดพัฒนาให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างสูงสุด สำหรับเทรนด์ของเครื่องดื่มที่น่าจับตามองในปี 2018 จะประกอบด้วย 3 เทรนด์หลักๆ ได้แก่
- Localization โดยเทรนด์นี้จะพูดถึงการนำวัตถุดิบจากท้องถิ่นมาเป็นส่วนผสมสำคัญในการครีเอทเมนู ซึ่งจะชูจุดขายในเรื่องของความสดใหม่ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะท้อนถึงความเป็นท้องถิ่นและความเป็นตัวตน เหมาะกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ที่มองหาความเป็นตัวตนที่แตกต่าง
- Drinkable Dessert & Hybrid Drink เราเดินทางมาถึงยุคที่เครื่องดื่มและเบเกอรี่ไม่มีเส้นแบ่งต่อกัน ลูกค้าสามารถดื่มด่ำไปกับความสดชื่นของเครื่องดื่มแสนอร่อย ในขณะเดียวกันก็สามารถเพลิดเพลินไปกับรสสัมผัสในแบบฉบับของเบเกอรี่ในหนึ่งเมนู เรียกได้ว่า “เครื่องดื่มลูกผสม” ที่มากไปด้วยฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่นี้ จะกลายเป็นเทรนด์ที่ผู้ประกอบการต่างงัดไอเดียสุดสร้างสรรค์มาประชันกันเพื่อมัดใจลูกค้าอย่างแน่นอน
- Striking Color เพราะสีสันมีอิทธิพลต่อร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ อย่างที่ทราบกันดีว่าวิถีของคนยุคใหม่เต็มไปด้วยความรีบเร่ง และความเครียด ฉะนั้นผู้คนจะหลีกหนีสิ่งต่างๆ ที่ก่อให้เกิดพลังลบ และจะใช้เวลาอันมีค่าไปกับการปรนเปรอตนเองมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้เราจะเห็นเครื่องดื่มที่ชูจุดเด่นในเรื่องของสีสันที่สดใส อาทิ สีฟ้า ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สีเขียว ที่สื่อถึงความเป็นธรรมชาติช่วยให้สดชื่น สีส้ม ที่ให้กระตุ้นพลังบวก สื่อถึงอารมณ์ขัน มาพร้อมกับเทคนิคการสร้างสรรค์แบบพิเศษๆ ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ามากขึ้น อย่างเช่นการไล่สีสลับกันให้เกิดมิติ การหาส่วนผสมแปลกใหม่มาใช้ ซึ่งผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์เผยให้เห็นอีกว่าสีสันและรูปทรงที่สะดุดตาเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอีกด้วย
“สำหรับหัวใจสำคัญในการรังสรรค์เครื่องดื่มคือ “วัตถุดิบ” จะต้องเลือกสรรวัตถุดิบที่ดี มีความสดใหม่อยู่เสมอ เช่น ผลิตภัณฑ์นมที่มักจะเป็นส่วนประกอบหลัก จะต้องเลือกโดยคำนึงถึงคุณภาพจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ ซึ่งนมที่ดีจะต้องชูกลิ่นของวัตถุดิบหลัก ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ความหอมกลมกล่อมลงตัว อุปกรณ์และภาชนะต่างๆ จะต้องสะอาด มีมาตรฐาน นอกจากนี้กรรมวิธีในการชง จะต้องมีความประณีตในทุกๆ ขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณ การใส่ส่วนผสม อุณหภูมิของน้ำ การคน การตีฟอง และสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ที่อยากให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน จะต้องรู้จักใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปในทุกเมนู โดยเริ่มจากการลองหยิบจับวัตถุดิบที่มีอยู่รอบๆ ตัวมาใช้ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะสามารถประหยัดต้นทุนแล้วยังง่ายอีกด้วย” พล กล่าว