นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตลอดปี2564ที่ผ่านมา บ้านปูประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการเร่งเดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานที่สะอาดขึ้นด้วยการเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วอย่างต่อเนื่องทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกไม่ว่าจะเป็น โรงไฟฟ้าNakoso IGCC ในญี่ปุ่นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เบอริล(Beryl)และมานิลดรา(Manildra)ในออสเตรเลียโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติCCGT “Temple I” ในรัฐเท็กซัสสหรัฐอเมริกาและล่าสุดโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ฮาติ๋ญในเวียดนามทั้งหมดนี้ล้วนเป็นภาพสะท้อนของความมุ่งมั่นในการเร่งพัฒนาธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียนระบบกักเก็บพลังงานและโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (High Efficiency, Low Emissions: HELE)ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญตามที่กำหนดไว้ในแผนกลยุทธ์ของบ้านปูที่สอดคล้องกับแนวทางของประชาคมโลกในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
เวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของบ้านปูเนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตในด้านพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงสุดของโลก มีแผนพัฒนาด้านพลังงานที่มุ่งเน้นการใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่สูง โดยเฉพาะพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ การลงทุนในโรงไฟฟ้าฮาติ๋ญจึงสอดคล้องกับทิศทางกลยุทธ์ของบ้านปูและนับเป็นอีกก้าวหนึ่งในการเสริมสร้างสินทรัพย์ด้านพลังงานหมุนเวียนและเสริมสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจในตลาดพลังงานที่สำคัญทั่วโลก”
โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ฮาติ๋ญเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน2562มีราคารับซื้อไฟฟ้า (Feed-in-Tariff: FIT) ที่9.35เซนต์สหรัฐฯต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงโดยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบสายส่งให้แก่การไฟฟ้าเวียดนามตามสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าเป็นระยะเวลา20ปี
บ้านปูยังคงเดินหน้ากระบวนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจภายใต้กลยุทธ์Greener & Smarter โดยมุ่งเน้นเสาะหาโอกาสการลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายกำลังการผลิตจากธุรกิจผลิตพลังงาน6,100เมกะวัตต์ โดยมีสัดส่วนจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 1,600 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังรวมถึงการมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา(EBITDA)จากธุรกิจพลังงานที่สะอาดขึ้นและเทคโนโลยีพลังงานมากกว่าร้อยละ 50ภายในปี2568ซึ่งการเข้าซื้อโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์แห่งใหม่นี้ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมของธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบันของบ้านปูอยู่ที่1,128เมกะวัตต์
“บ้านปูมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจภายใต้หลักความยั่งยืนหรือESG เราพร้อมอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยและรัฐบาลในทุกประเทศที่เราเข้าไปดำเนินธุรกิจตลอดจนร่วมมือกับประชาคมโลกเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการพัฒนาแผนงานเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของการประชุม COP26 ที่ผ่านมา” นางสมฤดีกล่าวปิดท้าย