หากนึกถึงแบรนด์คุณภาพระดับโลกที่ได้รับการยอมรับและเชื่อมั่นจากผู้บริโภคแล้ว เชื่อว่า“เชลล์” ต้องเป็นชื่อลำดับต้นๆ ที่อยู่ในใจคนไทยมาอย่างยาวนาน เพราะนอกจากเชลล์จะเป็นบริษัทพลังงานชั้นนำระดับโลกแล้วยังเป็นบริษัทน้ำมันแห่งแรกที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2435 โดยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนคนไทยและยอมรับในด้านคุณภาพระดับมาตรฐานสากล จากการเป็นผู้นำเรื่องการคิดค้นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงสุด และนี่เองที่ทำให้เชลล์ได้คะแนนสูงสุดด้านภาพลักษณ์ (Corporate Image) อันดับ 1 ในกลุ่มธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน จากผลสำรวจ 2025-2026 Thailand’s Most Admired Company สะท้อนความผูกพันของเชลล์ที่เคียงข้างสังคมไทยมาตลอด 134 ปี

คุณอรอุทัย ณ เชียงใหม่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า เชลล์กรุ๊ปบริหารงานในกว่า 80 ประเทศทั่วโลก ส่งมอบพลังงานหลากหลายรูปแบบให้เพียงพอต่อความต้องการและคิดค้นพัฒนาให้พลังงานของเชลล์สะอาดกว่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ผู้ถือหุ้น โดยที่ผ่านมาเชลล์มีแนวทางและจุดยืนในการสร้างภาพลักษณ์ โดยองค์กรเชลล์ พนักงาน และคู่ค้ายึดถือคุณค่าหลัก 3 ประการในการบริหารงานซึ่งประกอบด้วย ความซื่อสัตย์ การมีคุณธรรมจริยธรรม และให้ความเคารพทุกคนที่เราทำงานด้วย
เป็นความสำเร็จที่เชลล์ใช้มัดใจลูกค้าได้อย่างเหนียวแน่นไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้า B2C ผ่านธุรกิจ Mobility & Convenience ด้วยสถานีบริการกว่า 700 แห่งทั่วประเทศ Shell Café มากกว่า 200 สาขา และศูนย์เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง Shell Helix มากกว่า 400 แห่ง และลูกค้า B2B ผ่านธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น ธุรกิจบัตรเติมน้ำมัน Shell Card ธุรกิจขายตรงและขายส่งน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับอุตสาหกรรมและน้ำมันเตา เป็นการจัดส่งน้ำมันให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ธุรกิจยางมะตอย นำเสนอโซลูชันยางมะตอยเพื่อให้บริการกับธุรกิจก่อสร้าง ทำถนนและก่อสร้าง Infrastructure ของประเทศไทย และธุรกิจเชื้อเพลิงอากาศยาน

เหตุผลที่ทำให้เชลล์สามารถเอาชนะใจลูกค้าทั้ง 2 กลุ่มได้ เพราะเชลล์ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งที่เชลล์ทำ ผ่านการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านพลังงานที่หลากหลาย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ Non-Oil สำหรับลูกค้า B2C ในขณะที่ธุรกิจ B2B จะมีผู้จัดการฝ่ายขายที่ทำหน้าที่ดูแลลูกค้าเหล่านี้โดยเฉพาะ พร้อมทีมงานสนับสนุนการทำงานหลังบ้านที่แข็งแกร่ง เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าได้รับการดูแลอย่างครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการเสนอขายจนถึงการชำระเงิน รวมถึงการแก้ไขปัญหาหลังการขายเหล่านี้ล้วนทำให้ลูกค้า “วางใจเมื่อใช้เชลล์”
“เรานำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงสุดพร้อมบริการที่ดูแลลูกค้าเสมือนแขกคนสำคัญในทุกวัน ทุกสถานี ทั้งลูกค้า B2C และ B2B โดยยึดถือคุณค่าหลักองค์กร คือความซื่อสัตย์ การมีจริยธรรม และให้ความเคารพทุกคนที่เราทำงานด้วย เหล่านี้คือสิ่งที่สะท้อนตัวตนของเราและทำให้ลูกค้า “วางใจเมื่อใช้เชลล์”
อย่างไรก็ดี การตั้งเป้าหมายที่จะเป็น “ธุรกิจพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050” ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์องค์กรของเชลล์มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น เพราะนี่คือการตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อบทบาทผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานระดับโลก
“ท่ามกลางความต้องการใช้พลังงานในประเทศไทยและของโลกที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อันเนื่องจากความต้องการใช้พลังงานเพื่อการพัฒนาประเทศ ทั้งทางด้าน Data Center ในส่วนของ Digital AI และการเติบโตของประชากรโลกโดยรวม ในขณะที่พลังงานทางเลือกหรือ Green Energy Solutions ที่มีการพัฒนาออกมายังไม่เพียงพอต่อความต้องการ มีราคาสูง และเข้าถึงผู้ใช้ได้ยากด้วยเป้าหมายที่จะเป็นธุรกิจพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ดังกล่าวข้างต้น
เชลล์ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานระดับโลกมีความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้ทุ่มเงินทุนกว่า 500,000 ล้านบาทในระหว่างปี 2023-2025 เพื่อพัฒนา Low Carbon Energy Solutions นวัตกรรมพลังงานสะอาด นอกเหนือจากที่มีการลงทุนทาง R&D มากกว่า 30,000 ล้านบาทในแต่ละปี เพื่อคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่โลกยังมีความจำเป็นต้องใช้ให้มีความสะอาดกว่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด”

“เรามีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรกว่า 4,500 คน ทำงานร่วมกันใน Shell Technology Centres ทั่วโลก 5 แห่งที่อเมริกา เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน จีน และอินเดีย เพื่อพัฒนาพลังงานหลากหลายประเภทพร้อมตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้บริโภค”
มากกว่านั้นคือการที่เชลล์เป็น Technical Partnership กับ Scuderia Ferrari HP มายาวนานถึง 75 ปี ร่วมกันคิดค้นพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงสะอาดที่ดีที่สุดและน้ำมันหล่อลื่นที่เมื่อมีการใช้ร่วมกันกับน้ำมันเชื้อเพลิงจะให้ประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีเพียงน้ำมันเชลล์วี-เพาเวอร์ และ น้ำมันหล่อลื่น เชลล์เฮลิกส์ เท่านั้นที่ Ferrari เลือกใช้ ซึ่งความร่วมมือพัฒนาการทางเทคโนโลยีนี้ยังขยายไปสู่พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และการลดคาร์บอน (Decarbonization) อีกด้วย นอกจากนี้เชลล์ยังเป็นพันธมิตรกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำอย่าง BMW, Hyundai, Nissan และอื่นๆ อีกมากมาย

พร้อมกันนี้ เชลล์ก็ได้เดินหน้ากลยุทธ์การสื่อสารกับผู้บริโภค เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและโชว์ศักยภาพของความเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานระดับโลก ยกตัวอย่าง เช่น ความสำเร็จของการพัฒนาเชื้อเพลิงคุณภาพสูงอย่างเชลล์วี-เพาเวอร์ ซึ่งเป็นน้ำมันเกรดพรีเมียมที่ดีที่สุดของเชลล์ ความก้าวหน้าของการพัฒนาน้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ จนได้รับการรองรับมาตรฐานสูงสุด API SQ ส่งมอบให้กับลูกค้าชาวไทยใช้เป็นที่แรกในภูมิภาคเอเชีย และความภาคภูมิใจในความสำเร็จครั้งสำคัญของการเป็นผู้จำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันมาถึง 19 ปี ในหมวดรถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ และน้ำมันหล่อลื่นสำหรับอุตสาหกรรม จากการสำรวจของบริษัทวิจัยการตลาดชั้นนำระดับโลกอย่าง Kline & Company
คุณอรอุทัย กล่าวว่า เชลล์ยังคงเดินหน้าสื่อสารอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับลูกค้า ควบคู่ไปกับการตอกย้ำถึงเป้าหมายสำคัญขององค์กร คือ “การเป็นธุรกิจพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050” ซึ่งเป็นพันธสัญญาของเชลล์ที่มีต่อโลกและสังคม
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการสื่อสารเพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กร ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญอันเป็นผลมาจากพฤติกรรมการเสพสื่อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปโดยมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นตัวแปรสำคัญ คุณอรอุทัยให้ความเห็นถึงแนวทางการปรับตัวว่า จำเป็นต้องอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับประสบการณ์จริงที่ได้รับของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมต้องคำนึงถึงประเด็นสำคัญในหลายๆ เรื่อง อาทิ
Digitalization หรือการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัล แม้จะเป็นช่องทางหลักในการรับรู้ของผู้คนด้วยความรวดเร็วและมีอิทธิพลสูงแต่จำเป็นต้องใช้อย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงข้อมูลที่ผิดพลาดหรือสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน
การนำ AI เข้ามาออกแบบกลยุทธ์การสื่อสาร และวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เพื่อส่งมอบเนื้อหาให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย โดยที่การส่งมอบประสบการณ์จริงให้ลูกค้าต้องตรงกับสิ่งที่สื่อสารออกไป เพราะหากไม่สอดคล้องจะกระทบภาพลักษณ์โดยตรงทันที
วัฒนธรรมองค์กรของเชลล์ เราประพฤติปฏิบัติอยู่ในกรอบของคุณค่าหลัก (Core Values) คือความซื่อสัตย์ ความมีคุณธรรมจริยธรรมตลอดจนการให้ความเคารพผู้อื่น เชลล์คิดค้นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงมาตรฐานระดับโลกมาสู่ผู้บริโภคชาวไทย ด้วยวิธีการทำงานข้างต้นนี้ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเชื่อมั่นได้ว่า “เชลล์” เป็นแบรนด์คุณภาพระดับสูงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้ทุกคน “วางใจเมื่อใช้เชลล์" มาตลอดระยะเวลา 134 ปี และเราจะยังคงไม่หยุดที่จะพัฒนาความแข็งแกร่งของเราให้ดียิ่งขึ้นต่อไปในทุกๆ ปี