ลองมองโฆษณาไกลไปอีก 5 ปีข้างหน้า
A: เชื่อว่ามองได้ ตอนนี้มีอะไรใหม่ๆ มา เรามี Internet of Things, Blockchain, AR, VR เรากำลังพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เรากำลังพูดถึงการตลาดที่ทุกอย่างมันจะมีความเป็นสมองกลมากขึ้น บางอย่างพวกนี้จะมาทำงานแทนคนเรา และแม่นยำกว่าอีก ผมเชื่อว่าเรื่องของ Programmatic จะแม่นกว่านี้อีก หรือว่าโปรแกรมสามารถทำอาร์ตเวิร์คให้เราได้ หรือว่าอีกหน่อยเราอาจจะไม่ต้องพิมพ์แล้ว พูดใส่เลย
Q: งานครีเอทีฟ AI มาแย่งงานเราได้ไหม
A: แน่นอนว่ามาแย่งงานได้แค่ระดับเดียว คนเราสามารถตรวจจับความเป็นธรรมชาติได้ดี ไม่ยัดเยียด ปรุงแต่งมาก ผมเชื่อว่าการตลาดที่เป็นธรรมชาติจะถูกปากคนไทยมากกว่า ผมว่าเรารับได้กับบางอย่างที่ไม่ต้องสมบูรณ์ 100% เรารับได้เพราะน่าสนใจมากกว่า Perfect
ครีเอทีฟยังอยู่เพราะว่ามันทำให้เกิด Story แต่ว่าเทคโนโลยีจะเป็นตัวทำให้ Message ออกไป มันนำ Storytelling ออกไป มันเป็น Skill Set เราจะเห็นตำแหน่งใหม่ๆ อีกไม่ใช่แค่ UX UI เราจะเห็นหมวดใหม่อย่าง Creative Technologist
ลองจินตนาการดูว่า เราต้องมีจิตนาการในการเล่าเรื่องราว แล้วเราต้องรู้เพิ่มเติมว่าเราจะปลั๊กอินกับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไร ที่จะทำให้เรื่องราวนี้มีสีสัน
Q: บริษัทแม่เริ่มทดลองบ้างหรือยัง
A: เริ่มแล้ว บริษัทแม่เราทำใน 94 ประเทศ เราทำ Creative Technologist เราคุยเรื่องนี้มา 5 ปีก่อน แต่เรื่องเรื่องนวัตกรรมเราคุยมา 10 กว่าปีแล้ว เรามีหน่วยงานที่เรียกว่า Zed Academy ที่ทำหน้าที่คุยกับคนรุ่นใหม่ๆ ที่มีความคิดใหม่ๆ มี Mindset ดีๆ มีอะไรดีๆ พวกสตาร์ทอัพ แต่ว่าไม่มีเงินทุน แต่ด้วยความที่เราเป็นเน็ตเวิร์ค เราหานักลงทุนให้หรือเอาเงินไปเปิดออฟฟิศให้เลย เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถเริ่มต้นได้ เราเปิดที่นิวยอร์ก เราหาลูกค้าให้ด้วย เอาไอเดียไปช่วยขายให้ด้วย
สิ่งที่เราได้คืออะไร เราจะได้แนวคิดการทำงานของเด็กรุ่นใหม่ๆ ได้เรียนรู้ หรือแม้กระทั่งถ้าไอเดีย หรือเทคโนโลยีที่ไม่มีมาก่อน มันดีจริง เราสามารถที่จะควบรวมกันได้
หลักๆ เลยเราเป็นเจ้าของ VLM Digital เอเจนซี่ที่ดังมากในฝั่งตะวันตก ดังมากเรื่องนวัตกรรม เด็กรุ่นใหม่ๆ รู้จักหมด เราทำกิจกรรมกับทางภาควิชาการเพื่อความมั่นคงของเน็ตเวิร์คของเราในอนาคต
ตอนนี้แต่ละหน่วยย่อยของเราในแต่ละทวีป ก็เริ่มมีความรัดกุมในการทำงาน แปลว่าสมัยก่อนพูดถึงเน็ตเวิร์คระดับโลกเราจะนึกภาพไปถึงการสั่งงานของบริษัทแม่ แต่ว่าของเรา เราพูดถึง Local Boutique Agencyที่มี Global Network การเป็น Local Boutique ทำให้พวกเราเอาอินไซต์ที่เป็นบริบทของตลาดที่น่าสนใจมาเล่นได้ ให้น่าสนใจ เหมือนนามบัตรของเราที่ทำตามคนไทย เพราะทุกประเทศย่อมมีเสน่ห์ของตัวเอง
เราไม่เชื่อว่ายิ่งใหญ่ยิ่งดี เราเชื่อว่ายิ่งใหญ่ต้องยิ่งคล่องตัว การทำงานต้องเล็ก และสามารถปรับปรุงตัวเอง แล้วบอกบริษัทแม่ว่าเราอยากไปทางไหน มันเป็นเรื่องของการทำงานที่ค่อนข้างจะสวนทางกับอดีตเล็กน้อย อดีตสั่งงานลงมา แต่ตอนนี้เรามองขึ้นไป
Q: ภาพที่จะเกิดในไทยได้ไหม เรื่องสตาร์ทอัพ เอเจนซี่
A: ผมว่ามีโอกาสเห็น แต่ว่าต้องโฟกัสเรื่อง Business Model ว่าของไทยเราจะเป็นยังไง เราต้องดูว่าเราจะลงทุนทางไหน เพราะว่าการทำงานแบบสตาร์ทอัพมันต้องโตแบบรวดเร็วแบบ 10 เท่าภายในปี ตอนนี้สิ่งที่เราเริ่มเห็นใน Global คือว่า เอเจนซี่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เอเจนซี่แล้ว เราเข้าไปช่วยกับบริษัทผู้ผลิตสินค้า เพื่อเอาสินค้าไปขายของ ในบางโมเดลเราเห็นเอเจนซี่เข้าไปถือหุ้นกับนักการตลาดเลย เพื่อคิดโปรดักต์แอนด์เซอร์วิสแล้วแบ่งรายได้กัน จากยอดขายไม่ได้เป็นรายได้จากค่าคอมมิสชั่นอีกต่อไป เราต้องปรับตัว
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ภาควิชาการก็ต้องปรับตัว เพราะว่าเราต้องการคนแบบนี้หรือไม่ หัวใจสำคัญตอนนี้คือ มันไม่มีสูตรสำเร็จ มันมีแต่เราต้องรีบเข้าไปลอง เข้าไปรีโมเดล แล้วอะแดปให้เร็วที่สุด
Q: สมัยก่อนพัฒนาการช้า เพิ่งมาเร็วมากใน 5 ปี และจะเร็วกว่านี้อีก เราปรับทันไหม
A: ผมคิดว่าเอเจนซี่ที่ใหญ่อาจจะช้าหน่อย เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ Mindset มันต้องมีการเซตตัวอย่างว่า เปลี่ยนแปลงไปเพื่ออะไร เราต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ เท่าที่ผมสัมผัสมา พอบอกเรื่องการเปลี่ยนแปลงอะไรซักอย่าง คนไทยเรามักจะมองในแง่ลบ แวบแรกจะตกใจ แล้วจะเกิดอะไรที่ไม่ดีบ้างทันที
ผมเชื่อว่าคนไทยอยากเปลี่ยนแปลงนะแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร สิ่งที่เราเห็นกับวัฒนธรรมองค์กรในหลายๆ ที่ เราจะเจอมุมของการเก่งเรื่องแก้ปัญหามากกว่าวางแผน ต้องเจอปัญหาก่อน คนไทยนี่ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา
แต่ผมเชื่อว่าขนาดอย่างเราเนี่ย มันต้องมีกระบวนทัศน์ที่ต้องเริ่มพาคนไป บางหน่วยที่ไม่เปลี่ยนเราก็ต้องสร้างหน่วยงานใหม่ที่เป็นเชื้อดีในการเพาะให้เกิดเปลี่ยนแปลง บางทีเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงแบบละมุนละม่อม ผมมองว่าการเปลี่ยนแบบไทยต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ Shock Culture ไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้ทุกคนต้องเปลี่ยนหมด มันทำไม่ได้
อย่าลืมว่าสินทรัพย์ของเอเจนซี่นี่คือเรื่องของคน เมื่อไหร่ที่เราดูแลเขาดี ให้เกียรติเขา ผมเชื่อว่าทุกคนพร้อมที่จะเปลี่ยนกับเรา
Q: วันที่มานั่ง เราให้คะแนนอย่างไรองค์กรไว้อย่างไร
A: ตีเป็นตัวเลขลำบาก แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่เราต้องครีเอท Share Value ความแข็งแรงของเราคือ เรามีมืออาชีพอยู่เยอะมาก คนของเราทุกคนก็ทุ่มเทกับมัน ที่อยากจะช่วยเหลือลูกค้า ทุกแผนกเราทุ่มเท พอใจคนได้ปุ๊บ เราจะมีแรงจูงใจอะไรบ้างในการผลักดัน
หนึ่งในบทบาทของผมในการบริหารการเปลี่ยนแปลงก็คือ เรากำลังอยู่ในยุคการ Transform องค์กรที่เบสออนจากความเข้าใจจริง หมายความว่าเมื่อไหร่ที่เราทำให้คนเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลง และเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงจริงๆ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเอง แต่ถ้าบอกแค่ว่าต้องเปลี่ยนนะแล้วต้องทำ1 2 3 4... เมื่อไหร่ที่เราไป Force Fits Change ผมเชื่อว่ามันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
ผมเชื่อว่าเวลาเราบริหารงานบุคคล โดยเฉพาะคนที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ คนพวกนี้คือศิลปิน ผมคิดว่าเราต้องหาแรงบันดาลใจให้เขา ต้องหาแนวทาง ต้องให้เขาเห็นให้เยอะ อยากให้เยอะ แล้วเขาจะรู้เองว่าเขาเปลี่ยนแปลงไม่พอ แล้วเข้าจะมาหาเราเอง
เราคงไม่ไปกำกับแล้วทำ Micro Management เราเอาลูกค้าเป็นที่ตั้ง จุดยืนของเราคือ เราอยากเป็น The Most Importance Partner ลูกค้าของเราเรียกพาร์ทเนอร์ เมื่อไหร่ที่เป็นพาร์ทเนอร์เราจะทำงานแบบใจเขาใจเรา แล้วมันจะออกมาดี
ผมค่อนข้างโชคดีที่รุ่นพี่ๆ ผมทำเอาไว้ดีมากๆ ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร และยังคงมืออยู่