สสท.หนุนใช้พลังเครือข่ายทั้งภายในและภายนอก มุ่งสร้างการเติบโตยั่งยืนไร้ขีดจำกัด กระตุ้นสมาชิกเปลี่ยน Mindset พร้อมลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีกว่า และเตรียมเสนอตั้งสภาสหกรณ์ยกระดับองค์กรเทียบเคียงสถาบันชั้นนำ
สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) จัดงานเสวนา เนื่องในงานวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2565 ในหัวข้อ “เศรษฐกิจจะฟื้น หรือทรุด...สหกรณ์จะหยุดวิกฤตเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร?”
โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.), ดร.กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทยอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ รักษ์พงษ์ เซ่งเจริญ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ มี จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
บนเวทีเสวนา มีหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกับมุมมองของ “รักษ์พงษ์ เซ่งเจริญ” อดีตผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในทีมงานของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้ร่วมเปิดตัวพรรคสร้างอนาคตไทย
โดยสาระสำคัญที่ รักษ์พงษ์ หยิบยกขึ้นมากล่าวในครั้งนี้ ถือเป็นการจุดประกายและสร้างประเด็นความหวังขึ้นในใจของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบสหกรณ์ได้อย่างน่าสนใจ พร้อมกระตุ้นการสร้าง Mindset ใหม่ให้สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศทั้ง 12 ล้านคน ต้องลุกขึ้นมาจัดการกับบางอย่างเพื่อตัวเอง โดยไม่ไปฝากความหวังไว้กับคนที่อยู่ภายนอกระบบที่อาจเข้ามาเสนอความช่วยเหลือแบบมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันให้
รักษ์พงษ์ เซ่งเจริญ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กล่าวว่า การทำสหกรณ์เป็นการรวมตัวของประชาชน สามารถทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องพึ่งพาคนภายนอก ที่ผ่านมาปัญหาสำคัญคือกฎระเบียบที่ทำให้มีอิสระน้อยลง มีข้อจำกัดหากต้องการไปทำเรื่องอื่นที่กฎหมายไม่อนุญาต
ยกตัวอย่าง การบริหารจัดการสำนักงานกองทุนหมู่บ้าน ประเทศไทยมีหมู่บ้าน 80,000 แห่งทั่วประเทศ จึงเสนอแนวคิดเรื่องการตั้งสหกรณ์หมู่บ้าน โดยมีสิ่งที่ต้องทำ 3 เรื่อง คือ 1) เปิดร้านค้าในหมู่บ้าน 2) รวบรวมสินค้าในหมู่บ้านขายให้หมู่บ้านอื่น และ 3) เป็นองค์กรรับงบประมาณจากภาครัฐ นำไปพัฒนาหมู่บ้าน
รักษ์พงษ์ ยังมีข้อเสนอแนะถึงสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ ในเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอีกประมาณ 1 ปี หลังจากนี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่สมาชิกสหกรณ์ควรรวมตัวกันเพื่อค้นหาผู้แทนของตนเองให้เข้ามาทำงานเพื่อสหกรณ์อย่างแท้จริง เนื่องจากจะมีแต่สมาชิกชาวสหกรณ์เท่านั้นที่สามารถเข้าใจปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง โดยไม่ให้คนภายนอกเข้ามาควบคุม พร้อมย้ำว่า ตนเองจะขอเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกชาวสหกรณ์ด้วย
โดยเชื่อว่า หากสมาชิกสหกรณ์รวมตัวกันทำอะไรสักอย่าง จะมีศักยภาพที่มากพอและสามารถแก้ปัญหาได้ จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากคนภายนอก โดยเฉพาะสันนิบาตสหกรณ์ฯที่ทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมสหกรณ์ไว้ด้วยกันทั้งหมดควรเป็นผู้นำในเรื่องนี้ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองได้
รักษ์พงษ์ ยังกล่าวถึงประสบการณ์ทำงานในอดีตเมื่อครั้งทำงานด้านการเงิน ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่มีการปิดไฟแนนซ์จำนวนมาก สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ครั้งนั้น คืออย่ารอความช่วยเหลือจากคนอื่น แต่ต้องลุกขึ้นมาเพื่อ สร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง
“ถ้าเรามัวแต่นั่งรอไม่มีทางที่อยู่ดีๆ ความช่วยเหลือจะมาหา ทำไมเราไม่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงเอง สร้างเครือข่ายขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลง ทำระบบไอทีเก็บข้อมูล เริ่มจากข้าวก็ได้ ซื้อจากสหกรณ์ที่ผลิตข้าว ถ้าสำเร็จแล้วก็ขยายไปที่ไก่ วัว หมู ผู้ซื้อก็ซื้อได้ราคาไม่แพง ผู้ขายก็ขายของได้ราคาสูงขึ้นทำให้รายได้ของสมาชิกดีขึ้น” รักษ์พงษ์ กล่าว
สำหรับประเด็นอื่นๆ บนเวทีเสวนา ยังมีการกล่าวถึงเรื่องการยกระดับสหกรณ์สู่การเป็น “สภาสหกรณ์” เนื่องจากสหกรณ์คือต้นน้ำของประชาธิปไตย เศรษฐศาสตร์สหกรณ์ คือระบบเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญที่สุด ถ้าประชาชนเข้มแข็ง ฐานรากเข้มแข็งก็เป็นหนทางสำคัญที่จะทำให้ประเทศก้าวหน้าต่อไปได้
โดยที่ผ่านมา สสท. เป็นหัวขบวนในการพัฒนาภาคสหกรณ์ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่จะทำอย่างไร ให้ สสท. ก้าวสู่การเป็นองค์กรที่แข็งแรงมากกว่าที่เป็นอยู่