พันเอก นายแพทย์ปรีชา เอื้อโรจน์อังกูร หัวหน้าแผนกโรคหัวใจและหลอดเลือด กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้คำแนะนำว่า “การรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดสมองตีบ (Stroke) แพทย์จะให้ทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด เรียกว่า ยาวาร์ฟาริน ทั้งนี้ ยาวาร์ฟารินนั้นถูกรบกวนได้ง่ายมาก ขนาดของยาที่ออกฤทธิ์ให้ผลการรักษาผู้ป่วยในแต่ละคนจะแตกต่างกัน หรือแม้แต่ในผู้ป่วยคนเดียวกันการได้ขนาดยาเท่ากัน ก็ยังให้ผลการรักษาที่ไม่สม่ำเสมอ”
มีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการตอบสนองต่อยาวาร์ฟาริน เช่น อาหารที่มีวิตามินเคปริมาณมาก (ผักใบเขียว) การออกกำลังกาย การดื่มแอลกอฮอลล์ การไม่ใช้ยาตามแพทย์สั่ง (noncompliance) เป็นต้น ดังนั้น ก่อนสั่งยา แพทย์จะต้องทราบข้อมูลการใช้ชีวิต และการรับประทานอาหารของผู้ป่วยอย่างละเอียด อาทิ ปกติทานผักเยอะหรือไม่ เป็นประจำหรือเปล่า ยาบำรุงทานอะไรบ้าง ทั้งนี้ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ผู้ใหญ่อาจจะทานยามากกว่า 1 โรค ซึ่งผู้หญิงก็อาจจะมียาบำรุงสุขภาพ อาหารเสริมต่าง ๆ ซึ่งยาบางอย่างอาจรบกวนการทำงานของยาวาร์ฟารินได้
สิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟารินแต่ละราย คือ การติดตามผลของยาวาร์ฟารินที่เหมาะสม จากการวัดค่าการแข็งตัวของเลือด (ค่า International normalized ratio) หรือค่า INR อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุก ๆ 4 สัปดาห์3 แต่ถ้าผู้ป่วยเป็นคนมีกิจกรรมเยอะ ทานอาหารเปลี่ยนแปลงจากปกติมาก ๆ เช่น อยากทานเจเป็นบางช่วง วิ่งมาราธอน ก็อาจจะต้องวัดค่า INR บ่อยขึ้น
“ผู้ป่วยที่รักษาค่า INR ให้อยู่ในช่วงเป้าหมายได้เป็นอย่างดี มักเกิดจากการติดตามค่า INR อยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้แพทย์ปรับขนาดยาที่เหมาะสมให้ ก็จะลดอัตราเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้ เนื่องจากค่า INR ที่ต่ำไปจะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิด Stroke และถ้าค่า INR ที่สูงไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออก” พันเอก นายแพทย์ปรีชา เอื้อโรจน์อังกูร ให้ข้อมูลเพิ่มเติม