บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ ปูนอินทรี ร่วมกับ มูลนิธิชัยพัฒนา สานต่อนโยบายองค์กรในการดำเนินธุรกิจบนหลักพื้นฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยได้สนับสนุน “โครงการชุมชนต้นแบบเพื่อโลกสีเขียว” (Green Community) และสร้าง “อาคารศูนย์เรียนรู้ชุมชน” ขึ้น ที่บ้านดอยลาน อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมเป็นชุมชนต้นแบบเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนอื่นๆ ต่อไป
ดร.สุนีย์ ศรไชยธนะสุข กรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัท ปูนซีเมนต์ นครหลวง จำกัด (มหาชน) เผยถึงนโยบายและภาพรวมของการทำกิจกรรมครั้งนี้ว่า “งานพัฒนาชุมชนเป็นกิจกรรมซีเอสอาร์หลักของกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ซึ่งดำเนินการควบคู่ไปกับงานด้านอื่นๆ ตามนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีแนวทางการดำเนินงานที่ส่งเสริมการพัฒนาชุมชน ควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนในระยะยาว สำหรับโครงการชุมชนต้นแบบเพื่อโลกสีเขียว (Green Community) ในครั้งนี้ ปูนอินทรีได้ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา ริเริ่มโครงการขึ้นในปี พ.ศ. 2557 เป็นโครงการต่อเนื่องระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2557-2559) ภายใต้แนวคิด "โลกน่าอยู่คู่หัวใจสีเขียว” บนหลักของการทำซีเอสอาร์แบบยั่งยืนที่ยึดถือความต้องการ และศักยภาพชุมชนเป็นจุดศูนย์กลาง ซึ่งเน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยพัฒนาชุมชนบ้านดอยลาน อ.เมือง จ.เชียงราย ให้เป็นชุมชนต้นแบบที่มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ กสิกรรม และเป็นชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผสมผสานกับหลักการ 5R ของแนวคิดโลกน่าอยู่คู่หัวใจสีเขียว คือ Reuse (ใช้ซ้ำ) Reduce (ลดการใช้) Recycle (ผลิตใช้ใหม่) Reinvent (ปรับเปลี่ยน) และ Replace (ทดแทน) รวมทั้งมุ่งเน้นความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ในการพัฒนาชุมชน เช่น ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จ.เชียงใหม่ ป่าไม้ จ.เชียงราย พัฒนาที่ดินจังหวัดเชียงรายและองค์กรท้องถิ่นเช่น เทศบาล และอบต.ดอยลาน เป็นต้น”
ยงยุทธ สง่างาม Head of Corporate Reputation บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับการดำเนินโครงการในพื้นที่ปีนี้ ได้จัดทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาและตอบโจทย์ความต้องการของคนในชุมชนเป็นหลัก โดยแบ่งการพัฒนาและสร้างจิตสำนึกชุมชน ออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านที่หนึ่ง การฟื้นฟูป่า รักษาสิ่งแวดล้อม การสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น และเพาะพันธุ์กล้าไม้เพื่อนำไปปลูกในป่า การนำระบบโซล่าร์เซลล์ (Solar cell) มาใช้ในชุมชน ลดการใช้พลังงานสิ้นเปลือง เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน การบริหารจัดการขยะในชุมชนให้เกิดประสิทธิภาพ ด้านที่สอง การพัฒนาอาชีพเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การก่อสร้างบ้านหรืออาคารอย่างง่าย การสร้างโรงเรือนและถังเก็บน้ำด้วยบล๊อกประสานดินซีเมนต์ การสร้างศูนย์เรียนรู้ระดับชุมชนเพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และทำงานร่วมกันของชุมชน พัฒนางานหัตถกรรม และด้านที่สาม การสร้างจิตสำนึกชุมชนให้ชุมชน โดยเฉพาะเยาวชน เห็นคุณค่าและรักษาทรัพยากร ธรรมชาติ และร่วมพัฒนาชุมชนตนเอง สนับสนุนให้เยาวชนเปลี่ยนแปลงชุมชนที่ตนอยู่ให้ดีขึ้น”
ด้านลลิต ถนอมสิงห์ กรรมการและรองเลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า “เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมุ่งช่วยเหลือพัฒนาให้เกิดการพึ่งตนเองได้ของคนในชนบทเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้กิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิชัยพัฒนาที่ทำร่วมกับปูนอินทรีนั้น จึงมุ่งเน้นในเรื่องการฟื้นฟูป่า รักษาสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “มีป่ามีชีวิต” (Forest for Life) ทั้งการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นป่าต้นน้ำ และโครงการเพาะพันธุ์กล้าไม้เพื่อป่าต้นน้ำ อาทิ โครงการ 80 พรรษา 880 ฝาย ปูนอินทรีสร้างถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ในพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆ ทั้ง 9 แห่ง โครงการ "ถังน้ำชุมชนเพื่อโลกสีเขียว" (Green Water Tank) เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระชนมายุครบ 84 พรรษา เป็นต้น ซึ่งแต่ละโครงการสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่อย่างมาก ทั้งยังเป็นการน้อมนำแนวทางพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำให้ชาวบ้านตามชนบทมีน้ำใช้อย่างพอเพียง นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังร่วมสานต่อดำเนินโครงการชุมชนต้นแบบเพื่อโลกสีเขียว หรือ Green Community ของปูนอินทรี ซึ่งปัจจุบัน มี 2 แห่ง ได้แก่ บ้านทาป่าเปา อ.แม่ทา จ.ลำพูน และล่าสุดที่ บ้านดอยลาน อ.เมือง จ.เชียงราย โดยเป็นโครงการที่จัดทำขึ้นโดยเน้นความต้องการของชุมชนเป็นหลัก ทั้งด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม การพัฒนาอาชีพ การสร้างจิตสำนึกในชุมชน รวมทั้งการขยาย
ไปสู่การประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน โดยมีอาคารศูนย์เรียนรู้ชุมชน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และปฏิบัติจริงในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับชุมชนส่วนรวม พร้อมถ่ายทอดให้กับชุมชนอื่นๆ ต่อไป”