นพ. สมบัติ โรจน์วิโรจน์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เฉพาะทางด้านข้อสะโพกและข้อเข่า ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่า รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Arthritis) จะมีอาการปวดเข่า เข่าบวม เข่าอักเสบ เดินแล้วมีเสียงก๊อบแก๊บในข้อเข่า ไม่สามารถยืดหรือเหยียดขาได้สุด รวมทั้งการเดินขึ้นลงบันไดที่ลำบาก เกิดปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ อายุที่เพิ่มมากขึ้น เพศหญิง การที่มีน้ำหนักตัวเกิน ซึ่งในเพศหญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย การได้รับแรงกระแทกซ้ำ ๆ ที่ข้อเข่า การเกิดอุบัติเหตุที่บริเวณข้อเข่าและพันธุกรรม ถ้าผิวของข้อเข่าได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากการอักเสบของข้อเข่าหรืออุบัติเหตุ จะรู้สึกปวดแม้ขณะนั่งหรือนอน แพทย์จะการตรวจวินิจฉัยข้อเข่าเสื่อม ทำได้โดย การซักประวัติสุขภาพ รวมทั้ง การตรวจร่างกาย ตรวจการทำงานของเข่า เช่น X-ray เพื่อดูพยาธิสภาพ ความเสียหายของเข่าที่เสื่อม การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อดูสภาพของกล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อต่างๆ รอบกระดูก
การรักษาข้อเข่าเสื่อม นพ.สมบัติ กล่าวว่า การรักษาข้อเข่าอักเสบจะเริ่มจาก เปลี่ยนวิธีการใช้งาน ลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดแรงกดและกระแทกที่เข่า เช่น การนั่งยองๆ คุกเข่า ขึ้นลงบันได วิ่ง หรือการยกของหนัก รวมทั้ง รับประทานยาเพื่อลดการอักเสบในเข่า พร้อมกับ การบริหารกล้ามเนื้อเพื่อให้เข่ามีการเคลื่อนไหวที่มั่นคง ถ้าการรักษาไม่ได้ผล อาจพิจารณา ฉีดยาเข่าในข้อเข่าเพื่อลดการอักเสบและเพื่อเพิ่มการหล่อลื่นในเข่า เช่น ยาสเตียรอยด์ หรือน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียมสังเคราะห์ หากยังไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
สำหรับ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Replacement) มีการพัฒนาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ทั้งในด้านเทคนิคการผ่าตัด และวัสดุข้อเทียมที่ใช้ ทำให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพสูง ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวไว พร้อมกลับไปใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ โดยจะตัดเอาผิวข้อที่เสียออกและใช้ผิวข้อเทียมที่ทำด้วยโลหะและมีส่วนพลาสติกกันระหว่างผิวโลหะ เพื่อกันการกระแทกและลดแรงเสียดสีระหว่างผิวข้อ โดยใช้ข้อเทียมรุ่นมาตรฐานและรุ่น พรีเมี่ยมที่มีคุณภาพและอายุการใช้งานได้นานประมาณ 15-20 ปีขึ้นไป”