ภาพรวมของสินค้าเฮ้าส์แบรนด์หรือไพรเวทแบรนด์ที่ห้างค้าปลีกเป็นเจ้าของนั้น ได้ก้าวข้ามผ่านสเต็ปแรกของการทำตลาดนั่นคือ การเน้นเรื่องราคาต่ำ และมีเป้าหมายเพื่อนำมาถัวเฉลี่ยในเรื่องของการทำกำไร มาสู่ การนำมาเป็นตัวช่วยสร้างความแตกต่าง โดยมีเป้าหมายในการสร้างเป็น “จิ๊กซอว์” หนึ่งในการสร้างสโตร์ ลอยัลตี้
โดยมุมมองของนักวิชาการค้าปลีกอย่าง ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ก็เคยพูดไว้ถึงเรื่องนี้ว่า การทำตลาดเฮ้าส์แบรนด์ของห้างค้าปลีกในช่วงเวลาต่อจากนี้ จะเน้นเรื่องของการนำเสนอนวัตกรรม การใช้การตลาดเพื่อสนับสนุนการขาย รวมถึงการทำ Branding เพื่อปักธงในเรื่องของการสร้างความแตกต่าง ซึ่งจะเป็นหัวใจของการทำตลาดสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของบ้านเรา
เมื่อมองมาที่ยักษ์ค้าปลีกโมเดิร์นเทรดอย่างบิ๊กซี และโลตัส จะพบว่า มีการจัดพอร์ตสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของตัวเองอย่างชัดเจน ไล่ตั้งแต่ในกลุ่มสินค้าที่เน้นเรื่องของราคา ที่ส่วนใหญ่เป็นสินค้า Commodity Product สินค้าในส่วนนี้ โลตัส จะมีแบรนด์คุ้มค่า ขณะที่บิ๊กซี ใช้แบรนด์ ““บิ๊กซี แฮปปี้ ไพรซ์ โปร” แบรนด์สินค้าอุปโภคที่ครอบคลุมตั้งแต่ข้าวสาร น้ำตาล เครื่องปรุงรสต่างๆ โดยสินค้าในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีช่องว่างของราคาห่างจากสินค้าแบรนด์หลักของซัพพลายเออร์อยู่ที่ประมาณ 15 – 20% เป็นสินค้าที่อยู่ในฐานล่างของปิระมิด ที่สามารถทดแทนสินค้าแบรนด์ของซัพพลายเออร์ได้
สินค้าในส่วนที่ 2 คือ กลุ่มสินค้าที่เรียกว่า Bester ที่อยู่ตรงกลางของปิระมิด สินค้ากลุ่มนี้ ทดแทนด้วยเฮ้าส์แบรนด์ได้บางส่วน สินค้าในกลุ่มนี้ จะมีตั้งแต่สินค้าเพอร์โซนัล แคร์ สินค้าในกลุ่มบิวตี้ ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งโลตัส จะทำภายใต้แบรนด์โลตัส
ขณะที่บิ๊กซี "besico" (เบสิโค) เป็นสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ครอบคลุมทุกหมวดหมู่กว่า 3,000 รายการ ครอบคลุมทุกหมวดหมู่หลักในชีวิตประจำวัน ทั้งของใช้ในครัวเรือน เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน อุปกรณ์กีฬาและสันทนาการ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชุดชั้นในบุรุษและสตรี เสื้อผ้าบุรุษ เสื้อผ้าสตรี เสื้อผ้าเด็กตามช่วงวัย และเครื่องประดับต่างๆ
ส่วนที่น่าสนใจ และน่าจับตามองก็คือ กลุ่มอาหารสด ที่โลตัส และบิ๊กซี จะเน้นให้ความสำคัญ เพราะเป็นสินค้าที่สามารถดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาช้อปในความถี่ที่มากขึ้น รวมถึงเป็นตัวที่ช่วยสร้างความต่างได้เป็นอย่างดี โดยโลตัสจะใช้แบรนด์โลตัส เป็นตัวหลัก

ขณะที่บิ๊กซี จะมีแบรนด์อย่าง “วี อาร์ เฟร็ช” ซึ่งบีเจซี ในฐานะ เจ้าของแบรนด์ จะให้ความสำคัญค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในมุมของการเข้ามามีส่วนช่วยสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมอยู่ในซัพพลายเชนของสินค้าตัวนี้
การพัฒนาแบรนด์ วี อาร์ เฟร็ช ขึ้นมานั้น ส่วนหนึ่งจะอยู่ภายใต้โครงการ Big C Big Smart Local ซึ่งเป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ด้วยการเข้าไปรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรแต่ละพื้นที่โดยตรงโดยไม่ผ่านคนกลาง ทำให้เกษตรกรในพื้นที่สามารถขายผลผลิตได้ในราคายุติธรรม ไม่เพียงเท่านั้น โครงการนี้ ยังเข้าไปช่วยพัฒนาเกษตรกรด้วยการให้คำแนะนำในการทำเกษตรเพื่อให้ได้ผลผลิตตามความต้องการของตลาด ทำให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาค่อนข้างดี จึงเป็นโครงการที่มีส่วนในการเข้าไปช่วยสร้างการเติบโตแบบยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย
อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เปิดเผยว่า เป้าประสงค์ของการออกสินค้ากลุ่มอาหารสด ภายใต้แบรนด์ We Are Fresh (วี อาร์ เฟร็ช) ของบริษัท อยู่ที่การนำเสนอสินค้าคุณภาพ ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย โดยมุ่งเน้นที่ความสด อร่อย และปลอดภัยจากสารพิษตกค้างด้วยขั้นตอนการเพาะปลูกตามวิถีธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถตรวจสอบแหล่งเพาะปลูกได้ โดยจะคุมคุณภาพตั้งแต่ฟาร์มหรือแหล่งเพาะปลูกไปจนถึงโต๊ะอาหารของลูกค้า สามารถมั่นใจได้ถึงคุณภาพของความสดใหม่ของสินค้าได้
“เราเข้าไปรับซื้อตรงจากเกษตรกรโดยไม่ผ่านคนกลาง ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานในเรื่องของราคาผลผลิตที่รับซื้อ ขณะเดียวกันก็ยังช่วยทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพ มีความสด และได้มาตรฐานระดับสากลในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย โดยแบรนด์ วี อาร์ เฟร็ช จะเข้ามาเป็น 1 ในกลยุทธ์สำคัญที่ไม่เพียงจะช่วยสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจค้าปลีกในเครืออย่างบิ๊กซีเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างการเติบโตแบบยั่งยืนตลอดซัพพลายเชน โดยเฉพาะกับตัวเกษตรกรในแต่ละท้องถิ่น ที่จะมีรายได้และได้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้า ซึ่งจะช่วยสร้างให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงในระยะยาว”

ขณะที่โลตัสเอง ก็ให้ความสำคัญกับการทำตลาดเฮ้าส์แบรนด์ภายใต้แบรนด์โลตัส ไม่แพ้กัน โดยมีการเติมเต็มสินค้าคุณภาพใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหารสด ที่เป็นอีกแม่เหล็กสำคัญของโลตัส
สินค้าภายใต้แบรนด์โลตัส ประกอบด้วยสินค้าหลากหลายหมวดหมู่กว่า 25,000 รายการ ครอบคลุมสินค้าประเภทอาหารสด อาหารแห้ง เครื่องใช้ในบ้าน เบเกอรี่ เป็นต้น โดยผู้ผลิตสินค้าแบรนด์โลตัสส่วนใหญ่เป็น SME ไทย จึงนับเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอีกด้วย
ในครึ่งปีแรกของปี 2565 โลตัส ได้ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไปแล้วกว่า 2,500 รายผ่านโครงการ ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในครึ่งปีแรกจัดกิจกรรมไปแล้ว 4 ครั้ง มีผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมเจรจาธุรกิจเพื่อเป็นคู่ค้ากว่า 300 ราย
นอกจากนี้ยังเพิ่มจำนวนเกษตรกรในโครงการรับซื้อผลผลิตตรง (Direct Sourcing) โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางกว่า 1,600 ครัวเรือน และรับซื้อผักและผลไม้จากเกษตรกรไปกว่า 32,000 ตัน เราพร้อมเดินหน้าสนับสนุน SME และเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่องตลอดครึ่งปีหลัง โดยใช้พื้นที่ในสาขาให้เป็น Everyday SMART Community Center ที่เอื้อประโยชน์ในการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย และโครงการต่าง ๆ
การดำเนินกลยุทธ์ในรูปแบบดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะช่วยสะท้อนภาพในเรื่องของการให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนให้กับคู่ค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวช่วยในการสร้างความแตกต่าง ซึ่งแน่นอนว่า สินค้าที่ผลิตโดย SME เหล่านั้น จะเป็นตัวเข้ามาช่วยเติมเต็มในการทำสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะในมุมของการสร้างความแตกต่างด้านอารมณ์ ในฐานะของการเป็นแบรนด์ค้าปลีกที่สนับสนุนและให้ความสำคัญกับเรื่องของการสร้างความยั่งยืนตลอดทั้งซัพพลายเชนของการทำธุรกิจค้าปลีก ซึ่งเป็นทิศทางที่ค้าปลีกทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญอยู่ในขณะนี้
ถือเป็นอีกเลเวลหนึ่งของการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ ที่ไม่ใช่แค่เพียงนำเสนอเรื่องของ “ราคา” เท่านั้น....