ถ้ามองตามแผน 5 ปีที่เซ็นทรัลพัฒนาเคยออกมาประกาศไว้เมื่อเร็วๆ นี้แล้ว จะพบว่า ภายใน 5 ปี นับจากนี้ไป เซ็นทรัลพัฒนาจะมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่รวมกัน 50 ศูนย์ กระจายอยู่ใน 30 จังหวัดทั่วประเทศ จากปัจจุบันที่มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่เปิดไปแล้ว 37 ศูนย์
นั่นหมายถึงว่า จะต้องเปิดศูนย์การค้าอย่างน้อยๆ ปีละ 2 ศูนย์ จึงจะครอบคลุมตามแผนที่ประกาศเอาไว้ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เซ็นทรัลพัฒนา จะทำอย่างไร ให้ศูนย์การค้าแต่ละแห่ง สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของลูกค้าได้ โดยกลยุทธ์หนึ่งในการเลือกโลเคชั่นก็คือการขีดวงกลม ซึ่งในวงแรกจะเป็นเขตตัวเมืองที่เป็นโลเคชั่นสำคัญ ส่วนวงกลมที่ 2 และวงที่ 3 จะเป็นการตีเส้นตามการขยายตัวหรือการเติบโตของเมืองหรือจังหวัดนั้นๆ
นั่นก็หมายความว่า นอกจากจะมีศูนย์การค้าในจังหวัดเดียวกันได้มากกว่า 1 ศูนย์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะบางจังหวัดที่เป็นจังหวัดขนาดใหญ่อย่างเชียงใหม่ หรือชลบุรี เซ็นทรัลพัฒนาเองก็มีศูนย์การค้าของตัวเองมากกว่า 1 ศูนย์มาแล้ว
แต่ที่น่าสนใจก็คือ การเลือกขยายสาขาด้วยกลยุทธ์ดังกล่าว จะเป็นการขยายสาขาตามการเจริญเติบโตของเมืองแต่ละแห่ง ทำให้โอกาสในการขยายสาขาเพิ่มขึ้นมีค่อนข้างมาก ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือ การมีแผนที่จะลงทุนทำศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐม ซึ่งเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่แห่งที่ 2 หลังจากที่เคยเปิดเซ็นทรัลศาลายามาแล้ว
เซ็นทรัล นครปฐม เป็นการขยายสาขาในรอบวงที่ 3 ซึ่งเป็นรอบวงล่าสุดที่เกิดจากการขยายเมืองกรุงเทพฯ ทำให้ย่านต่างๆ อย่างศาลายา บางบัวทอง ราชพฤกษ์ พระราม 2 และมหาชัย เป็นต้น
ถือเป็นย่านที่ถือเป็นโอกาสทางการตลาดของการขยายสาขาเข้าไปเปิดเพื่อรองรับกับการเติบโตของเมือง ซึ่งถ้าดูตามแนวทางในการขยายศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาแล้ว การเข้าไปลงทุนศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในจังหวัดนครปฐมจึงเป็นเป้าหมายถัดไป ที่ถูกวางไว้เพื่อรองรับความเจริญของเส้นรอบวงที่ 3 ที่วันนี้ขยายไปถึงจังหวัดข้างเคียงอย่างนครปฐม อยุธยา และมหาชัยแล้ว โดยศูนย์การค้าแห่งนี้ จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ และจะเดินหน้าลงเสาเข็มก่อสร้างและพร้อมที่จะเปิดให้บริการในอีก 3 ปีถัดไป

อย่างไรก็ตาม การขยายศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของเซ็นทรัลพัฒนา ถือว่ามีความลงตัวในแง่ของกลยุทธ์และรูปแบบการลงทุน ไล่เรียงตั้งแต่
1.จะมีการลงทุนในรูปแบบของการทำโครงการ “มิกซ์ยูส” ที่มีศูนย์การค้าเป็นตัวนำ ตามมาด้วยที่อยู่อาศัย โรงแรม และสำนักงาน เพราะการลงทุนในลักษณะของ “มิกซ์ยูส” นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการที่ลงทุนแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มแรงส่งให้กับกันและกันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับตัวศูนย์การค้าที่จะมีทราฟิกหมุนเวียนเข้ามาเดินในศูนย์ทั้งวันธรรมดาและวันหยุด
แน่นอนว่า การมีดาต้าจาก “เดอะวัน” ของกลุ่มเซ็นทรัล จะช่วยให้สามารถดีไซน์ออฟเฟอร์ต่างๆ ได้ตามความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่
2.ขณะที่การทำศูนย์การค้านั้น จะเน้นการตอบโจทย์ในเรื่องของการใช้ชีวิตที่ก้าวข้ามจากแค่เรื่องของการเป็นสถานที่ช้อปปิ้งเพียงอย่างเดียว ทำให้เราได้เห็นการทำศูนย์การค้าในรูปแบบ Semi Outdoor ที่ให้สเปซกับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ทั้งการมีลู่วิ่งหรือพื้นที่ออกำลังกาย พื้นที่สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง ฯลฯ ซึ่งมีต้นแบบจากการทำศูนย์การค้าเซ็นทรัลอีสต์วิลล์ และกระจายออกไปยังศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศรีราชา และเซ็นทรัล จันทบุรี เป็นต้น
3.ส่วนการดีไซน์อัตลักษณ์ของศูนย์การค้าแต่ละแห่งนั้น จะมีการเชื่อมโยงให้เข้ามาแต่ละท้องถิ่นที่เข้าไปเปิดศูนย์การค้า อย่างกรณีของศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครสวรรค์ ซึ่งเป็นอีกโครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในอีก 2 ปีข้างหน้า มีการดีไซน์รูปลักษณ์ออกมาให้เชื่อมโยงกับความเป็น Neo Chinese ที่คนนครสวรรค์ ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน เป็นต้น
4.ร้านค้าในศูนย์ ที่กว่า 70% จะเป็นของเครือเซ็นทรัล ส่วนใหญ่จะมาด้วยคอนเซ็ปต์สโตร์ใหม่ๆ เพื่อให้แตกต่างจากสโตร์ใกล้เคียงที่เปิดไปก่อนหน้านั้น
5.เช่นเดียวกับการสร้างร้านค้าของตัวเองขึ้นมาของเซ็นทรัลพัฒนา เพื่อเป็นตัวช่วยเติมเต็มให้กับศูนย์การค้าที่เปิด ขณะเดียวกันก็เป็นการรับกับเทรนด์การช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ๆ ของลูกค้าไปในตัว

อย่างกรณีของการทำห้างสรรพสินค้ารูปแบบใหม่ภายใต้แบรนด์ “SHOWCASE” ซึ่งเป็นการสร้างแม่เหล็กตัวใหม่ที่ตอบรับกับรูปแบบการช้อปปิ้งที่เป็น Blur the Line ของลูกค้า ซึ่งก็คือการเดินช้อปโดยไม่มีเส้นแบ่งในศูนย์การค้าระหว่างส่วนที่เป็นช้อปปิ้งมอลล์กับดีพาร์ตเมนต์สโตร์ การดีไซน์ศูนย์การค้าในยุคนี้ ต้องทำให้พวกเขารู้สึกว่า สามารถเดินได้โดยไม่ต้องสะดุดเส้นแบ่งของทั้ง 2 ส่วนที่ว่านี้
ในอดีตการเดินภายในศูนย์การค้า ได้แบ่งแยกโซนชัดเจน เช่น พื้นที่พลาซ่ากับพื้นที่ห้างสรรพสินค้า และในแต่ละชั้นได้แบ่งแผนกประเภทสินค้า เช่น ในส่วนห้างสรรพสินค้า แบ่งเป็นสินค้าสำหรับเด็ก ชั้นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายผู้หญิง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายผู้ชาย ชั้นเครื่องกีฬา ชั้นเครื่องใช้ไฟฟ้า และของใช้ภายในบ้าน
เช่นเดียวกับส่วนพื้นที่พลาซ่า ที่มีผู้เช่าเปิดช็อป แต่ละชั้น แต่ละพื้นที่แบ่งสินค้า-บริการออกจากกัน เช่น บริการด้านการเงิน สินค้าเทคโนโลยี สินค้าแฟชั่น ร้านหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน ร้านอาหาร – เครื่องดื่ม ฯลฯ
ประสบการณ์การช้อปปิ้งในรูปแบบเก่า ทำให้เกิดความรู้สึกว่าถูก “ตีกรอบ” และเมื่อพฤติกรรมของลูกค้าปรับเปลี่ยนไป ต้องการที่จะทำอะไรพร้อมๆ กันในทีเดียว เช่น การดูหนังสือ และกินกาแฟ หรือการต้องการให้สินค้าที่เกี่ยวข้องต่างๆ ถูกนำมาจัดไว้ในพื้นที่เดียวกัน เช่น แผนกสินค้าสตรี ไม่จำเป็นต้องแยกสินค้าที่เป็นสปอร์ตออกจากส่วนอื่นๆ เป็นต้น ทำให้เราได้เห็นการนำร้านกาแฟมาใส่ไว้ในช็อป หรือการดิสเพลย์สินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ แม้จะเป็นสินค้าคนละ Category แต่ก็ถูกจัดวางไว้ในส่วนเดียวกัน
การวางห้างสรรพสินค้าในรูปแบบเดิมๆ ในศูนย์การค้าแต่ละศูนย์ที่เปิดใหม่ จึงถูกดีไซน์ให้กลมกลืนแบบไม่มีเส้นแบ่ง เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ในเรื่องของ Blue the Line
ขณะเดียวกัน ยังเป็นการเติมเต็มในกรณีที่ศูนย์การค้าที่จะเปิดใหม่ไม่มีห้างสรรพสินค้าของกลุ่มเซ็นทรัลอย่างห้างเซ็นทรัล และโรบินสัน เข้าไปเปิด เนื่องจากในพื้นที่ใกล้เคียงมีสาขาอยู่แล้ว
เซ็นทรัลพัฒนา เปิด SHOWCASE ไปแล้วที่ศรีราชา และอยุธยา และสาขาที่ 3 คือที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล จันทบุรี ทั้งหมดนั้น เป็นอีกภาพสะท้อนกลยุทธ์การทำตลาดศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาได้เป็นอย่างดี.....