หนึ่งในคีย์เวิร์ดสำคัญที่ ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล President, Retail and Development บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา พูดไว้ในงานแถลงข่าวการประกาศวิสัยทัศน์ “A Future-Led Ecosystem” ที่มีการขับเคลื่อนโครงการ Mega-Scale ทั่ว ประเทศ สร้างย่าน สร้างเมือง สร้างอนาคต ด้วยแผนลงทุน 5 ปีกว่า 110,000 ล้านบาท ก็คือการขยายโครงการใหม่ๆ ในครั้งนี้ จะอยู่ภายใต้กลยุทธ์การขยายที่เรียกว่า Strategic Ring
เป็นการพัฒนาเมืองตาม “Strategic Ring” ครอบคลุมทุกมุมเมือง สร้างศูนย์กลางการใช้ชีวิตและโครงข่ายเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงกันอย่างแข็งแกร่ง ตั้งแต่ย่าน Super Core CBD ที่มีทั้ง centralwOrld, Central Embassy และ Central Park แลนด์มาร์กใหม่ระดับโลก เชื่อมชิดลม-ราชประสงค์-สีลม-พระราม 4 พร้อมแผนต่อเนื่องสู่พระราม 1 เพื่อยกระดับกรุงเทพฯ สู่ Global Magnet ขณะเดียวกันยังขยายศักยภาพไปยังย่านพระราม 9 และลาดพร้าว–พหลโยธิน รวมถึงการพลิกโฉมกรุงเทพฯ ตอนเหนือด้วยการสร้างเมืองที่ดีที่สุดแห่งอนาคตระดับที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพัฒนา
หากจะอธิบายความหมายของคำว่า Strategic Ring แล้วจะพบว่า มันคือคีย์กลยุทธ์ที่เซ็นทรัลพัฒนานำมาใช้ เพื่อ ขีดวงของการขยายโครงการใหม่ๆ
กลยุทธ์ Strategic Rings ของเซ็นทรัลพัฒนา จะเป็นการวางหมากขยายอาณาจักรศูนย์การค้าและโครงการมิกซ์ยูส ที่ยึดตามการขยายตัวของเมือง (Urbanization) และโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่ได้มองแค่การกระจุกตัวอยู่ในย่านใจกลางธุรกิจ (CBD) เดิม แต่เป็นการสร้าง "จุดศูนย์กลางใหม่" ในแต่ละวงแหวนของกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงในพื้นที่ที่เรียกว่า Satellite Town หรือเมืองที่เป็นเมืองบริวารของกรุงเทพฯ อย่างจังหวัดปริมณฑลต่างๆ

หัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้ จะมีตั้งแต่
1.Infrastructure-Led ซึ่งเป็นการวางโครงการตามแนวรถไฟฟ้าและถนนวงแหวนเพื่อการเข้าถึงที่สะดวก โดยเป็น การมองถึงการเกิดขึ้นของชุมชนหรือพื้นที่ทางธุรกิจต่างๆ เพื่อเข้าไปครีเอตย่านการค้าในพื้นที่นั้นๆ
2.Centre of Life เป็นการใช้รูปแบบของการเปลี่ยนศูนย์การค้าให้เป็น Platform ของการใช้ชีวิต ที่รวมทั้งห้าง ออฟฟิศ โรงแรม และที่อยู่อาศัยไว้ด้วยกัน ตามแนวทางการพัฒนาโครงการที่เป็น Mixed-use ซึ่งจะมีพื้นที่รีเทลเป็นยูสหลักที่ ช่วยขับเคลื่อนตัวอื่นๆ ให้เข้ามาเติมเต็มความสมบูรณ์แบบ
3.Data-Driven Ecosystem ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้ข้อมูลจากฐานสมาชิก The 1 กว่า 23 ล้านคน มาวิเคราะห์ พฤติกรรมลูกค้าในแต่ละวงแหวนเพื่อจัดสรรร้านค้าและบริการให้ตรงจุด หรือเลือกส่วนผสมที่ตรงกับโลเคชันที่เข้าไปสร้าง ย่านธุรกิจการค้าขึ้นมา
เซ็นทรัลพัฒนาจะขีดวงไว้ออกมาเป็น Ring 1 หรือที่เรียกว่า Inner Ring ที่เป็นส่วนของ The Core CBD เน้นย่านใจ กลางเมืองที่เป็นจุดยุทธศาสตร์หลัก มีเซ็นทรัลเวิลด์เป็นศูนย์กลาง
Ring 2 หรือ Middle Ring (Upper-Midscale Residential) ครอบคลุมย่านที่อยู่อาศัยคุณภาพที่มีการขยายตัวสูง และเชื่อมต่อด้วยรถไฟฟ้า รวมถึงการยกระดับย่านพระราม 9 ให้เป็น New CBD ภายใต้ชื่อโครงการ Central GR9
โดยเซ็นทรัลพัฒนาจะเชื่อมโยงโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่อย่าง The Central พหลโยธิน ที่วางตัวเป็น New Flagship Store เพื่อรองรับแฟลกชิฟสโตร์ใหม่ๆ ของแบรนด์ดังที่จะเข้าไปเปิด โดยตามแผนที่วางไว้จะมีการเชื่อมต่อย่าน ลาดพร้าว-พหลโยธินเข้าด้วยกัน ด้วยการสร้างสกายวอร์ก เพื่อเชื่อมเซ็นทรัล ลาดพร้าว และ The Central พหลโยธิน เข้า ด้วยกัน ตามคอนเซ็ปต์ของการสร้างย่านธุรกิจการค้าของเซ็นทรัลพัฒนา

ส่วนใน Ring 3 หรือ Outer Ring (The Gateway & Satellite Cities) เป็นการปักหมุดในเมืองบริวารหรือประตูสู่ ภูมิภาคเพื่อรองรับกำลังซื้อจากจังหวัดรอบนอก ซึ่งในครั้งนี้เซ็นทรัลพัฒนามีการเปิดตัวโครงการระดับอภิเมกะ มิกซ์ยูส คือ เซ็นทรัลรังสิต
ถือเป็นเมกะโปรเจกต์ “เมืองแห่งอนาคต” ที่พลิกโฉมกรุงเทพฯ ตอนเหนือครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ด้วยแนวคิด – The Future Vision of Urban Living ซึ่งเป็น Mega Project ที่ใหญ่ที่สุดของเซ็นทรัลพัฒนาและกลุ่มเซ็นทรัล โดยตั้งอยู่บนที่ดินขนาดใหญ่ 750 ไร่ ติดถนนพหลโยธิน, ทางด่วน โทลล์เวย์และมอเตอร์เวย์ M6 (บางปะอิน–โคราช) และใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดง (รังสิต–ธรรมศาสตร์) ใกล้สถานศึกษาใหญ่ (ม.ธรรมศาสตร์, ม.กรุงเทพ, และม.รังสิต)
ใน Ring 3 นี้จะเป็นการเชื่อมโยงออกไปสู่การสร้างย่านธุรกิจในพื้นที่ปริมณฑล ที่ยังสามารถเข้าไปทำโครงการใหม่ๆ ได้อีก ซึ่งในปัจจุบันเซ็นทรัลพัฒนามี 4 ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในจังหวัดนนทบุรี ไล่ตั้งแต่ เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ที่มีการรีโนเวท และปรับโฉมใหม่ โครงการเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ที่ได้รับการพัฒนาใหม่จากศูนย์การค้าเดิมสู่มิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดใจกลางนนทบุรี บนที่ดิน 59 ไร่ พื้นที่รวม (GBA) 210,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยศูนย์การค้าและคอนโด PHYLL โดยนำแนวคิด Biophilic Design ผสานธรรมชาติเข้ากับพื้นที่สร้างบรรยากาศแบบ Outdoor-in-Indoor ที่เป็นแห่งแรกในประเทศไทยสำหรับทุก เจนเนอเรชัน โดยศูนย์การค้าเตรียมเปิดให้บริการในเดือน ก.ค. 69 นี้
ส่วนอีก 2 โครงการที่เปิดให้บริการอยู่ คือเซ็นทรัล เวสต์วิลล์ และเซ็นทรัล เวสต์เกต ที่เป็นโครงการระดับรีจินัล มอลล์ ที่มีพื้นที่มากที่สุดในปัจจุบัน นอกจากนี้ ก็มีโครงการเซ็นทรัล ศาลายา และนครปฐม รวมถึงเซ็นทรัล มหาชัย เป็นต้น
ในแต่ละวงของกลยุทธ์ Strategic Ring ยังมีโอกาสในการเข้าไปลงทุนสร้างศูนย์การค้าในรูปแบบมิกซ์ยูสได้อีก เพราะเทรนด์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับกรุงเทพฯ ในฐานะของมหานครขนาดใหญ่จะมีออกมาคล้ายๆ กับเมืองใหญ่ๆ ของโลก อย่างโตเกียวหรือโซลของประเทศเกาหลีใต้ ที่เริ่มมีย่านช้อปปิ้งใหม่ๆ เกิดขึ้น

ยกตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือใน Ring 1 แม้จะมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นย่านราชประสงค์ ย่านสยาม ย่านพร้อมพงษ์ หรือล่าสุดบนถนนพระราม 4 ที่มีโครงการอย่างเซ็นทรัล พาร์ค และ One Bangkok เปิดให้ บริการจนดูเหมือนจะเต็มแล้ว
แต่เซ็นทรัลพัฒนาเองยังมีการสร้างโอกาสจากการลงทุนโครงการเมกะมิกซ์ยูสใหม่ๆ อย่างโครงการพื้นที่ย่านสยาม ที่เป็นพื้นที่ของโรงหนังสกาล่าเดิม ซึ่งจะเป็นการสร้างย่านช้อปปิ้งแถวนั้นให้มีความคึกคักมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนในการ ลงทุนเมกะมิกซ์ยูสอีกแห่งที่ย่านเพลินจิต ที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มให้ย่านนี้มีความสมบูรณ์แบบ
สิ่งที่น่าสนใจของการแถลงข่าวการประกาศวิสัยทัศน์ “A Future-Led Ecosystem” ในครั้งนี้ก็คือ เซ็นทรัลพัฒนา พยายามทำให้โครงการที่ทำในแต่ละ Ring มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้การสร้างย่านการค้ามีความ สมบูรณ์แบบมากขึ้น
ที่สำคัญก็คือการมี Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ในการพัฒนาโครงการออกมาในรูปแบบของมิกซ์ยูสนั้น ทำให้สามารถ เลือกว่าจะเอาธุรกิจส่วนไหนไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า ที่มีทั้งศูนย์การค้าขนาดใหญ่ และศูนย์การค้าคอมมูนิตี้มอลล์ ออฟฟิศ โรงแรม หรือที่อยู่อาศัยเข้าไปรวมอยู่ในโครงการที่ทำ ซึ่ง ชนวัฒน์ บอกว่า ถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้สามารถเข้าไปสร้างโอกาสการ เติบโตใหม่ๆ ให้กับเซ็นทรัลพัฒนาได้เป็นอย่างดีนั่นเอง...