เชื่อว่าหลายคนได้ดูกันแล้ว กับซีรีส์ลูกสาวคนคูลจากตระกูล Addams อย่าง “Wednesday” ที่ปัจจุบันกลายเป็นซีรีส์ที่มีจำนวนผู้เข้าชมมากที่สุดบน Netflix และยังติดเทรนด์ซีรีส์ที่มีคนพูดถึงมากกว่า 93 ประเทศ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือประเทศไทย! ทำเอาเหล่า CEO Netflix ดีใจจนเนื้อเต้น!
แต่ใช่ว่าการสร้างปรากฏการณ์น้องวันพุธจะส่งผลให้ Netflix เติบโตอย่างมั่นคง ถึงแม้ว่า Netflix ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสตรีมมิงอันดับต้น ๆ ของโลก เพราะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีสตรีมมิงแพลตฟอร์มมากมายให้เลือกใช้บริการ ตลาดแอปฯ ดูหนังออนไลน์จึงเดือดมากขึ้นทุกวัน
อย่างไรก็ตาม Netflix เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีวิธีการในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแปลกใหม่ที่หลากหลายให้พวกเราเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ซึ่ง Netflix ไม่ได้เพิ่งมาทำเอาตอนนี้ แต่ค่อย ๆ เข้าไปครองใจฐานแฟนภาพยนตร์ตั้งแต่ต้น 2000s แล้ว!
เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น วันนี้ Brand Story ได้สรุปเรื่องราวสุดว้าวของ Netflix มาให้ทุกคนได้ชมกันแล้ว!

Netflix เคยเป็นเว็บเช่าภาพยนตร์ออนไลน์!
ก่อนที่ Netflix จะเป็นสตรีมมิงออนไลน์ ในปี 1998 เคยเป็นเว็บบริการเช่าแผ่นภาพยนตร์มาก่อน ใครก็ตามที่อยากดูภาพยนตร์แต่แถวบ้านไม่มีร้านเช่า ก็สามารถเสิร์ชชื่อภาพยนตร์เรื่องนั้นแล้วเช่าผ่านเว็บได้เลย หลังจากนั้น Netflix จะส่ง DVD ไปให้ผ่านไปรษณีย์ หากดูจบแล้วก็ส่งกลับตามเวลาที่กำหนดไว้ โดยเสียค่าเช่าครั้งละ 8 ดอลลาร์ (รวมค่าจัดส่งแล้ว) ซึ่งภาพยนตร์เรื่องแรกที่ลูกค้าสั่งมาก็คือ Beetlejuice ตามมาด้วยเรื่องอื่น ๆ จนวันแรกได้ยอดจองมากถึง 137 เรื่อง!
หลังจากนั้นประมาณ 2-3 ปี ในที่สุด Netflix ก็สร้างอีกโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ นั่นคือระบบการให้บริการแบบ “สมัครสมาชิก” ที่ไม่มีวันที่ครบกำหนดหรือจ่ายค่าปรับล่าช้า และเข้าถึงเนื้อหาได้ไม่จำกัดในราคา 19.95 ดอลลาร์ นอกจากนี้ยังมีระบบคิวเพื่อระบุลำดับส่ง DVD ให้ลูกค้าอีกด้วย
และแล้วโมเดลธุรกิจของ Netflix ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้รับความนิยม จนจำนวนผู้ติดตามสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภายใน 5 ปีของการเปิดตัว Netflix จัดส่ง DVD หลายล้านแผ่นต่อวัน
จาก Kibble สู่ Netflix
ก่อนหน้านี้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งนี้ได้รับการเสนอชื่อมากมาย ไม่ว่าจะ Webflix, TakeOne หรือ NetPix แต่ก็ไม่มีชื่อไหนที่ถูกใจ จึงตั้งชื่นเล่นเป็น Kibble ไปก่อน (แต่ก็เป็นชื่อที่พวกเขาโปรดปรานมากเช่นกัน) ก่อนที่จะลงหลักปักฐานกับชื่อ Netflix แม้ว่าพวกเขาจะไม่ชอบก็ตาม ซึ่งชื่อของ Netflix สตรีมมิงออนไลน์สีแดงนี้เกิดจากคำว่า Net ที่แปลว่าเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และส่วนคำว่า Flix ดัดมาจากคำว่า Flick ที่เป็นภาษาวัยรุ่นของคำว่าภาพยนตร์ เมื่อนำมารวมกันจึงแปลว่า “ภาพยนตร์บนอินเทอร์เน็ต” นั่นเอง!
สีแดงของ Netflix มาจากสีซองจดหมาย
อย่างที่ได้เล่าเมื่อข้างต้นว่า Netflix จะจัดส่ง DVD ผ่านไปรษณีย์ ในตอนแรกใช้ซองจดหมายสีขาว เปลี่ยนเป็นสีเหลืองในปี 2000 และในปีถัดมาใช้ซองจดหมายสีแดงแทน เพื่อแสดงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Netflix ซึ่งจดหมายสีแดงหรือ Red Letter มีความหมายโดยนัยว่า “วันสำคัญ” จึงสามารถตีความได้ว่า Netflix ต้องการให้ภาพยนตร์เหล่านี้ช่วยเสกให้วันธรรมดา ๆ กลายเป็นวันที่พิเศษสำหรับทุกคนขึ้นมา
Netflix เคยขอร่วมหุ้นกับ Blockbuster
แน่นอนว่าการเข้ามาของ Netflix ถือว่าท้าทายมากสำหรับร้านเช่าภาพยนตร์รายยักษ์อย่าง Blockbuster เพราะ Blockbuster เองก็ไม่สามารถย้ายไปทำช่องทางออนไลน์แข่งกับ Netflix ได้ การดูภาพยนตร์จึงไม่จำเป็นต้องถ่อไปถึงร้าน Blockbuster เพื่อเช่าแผ่นบลูเรย์มาดู แต่สามารถจิ้มได้เลยว่าจะดูเรื่องไหน ที่เหลือก็แค่นั่งรอให้แผ่น DVD ที่สั่งไว้กับ Netflix มาส่งที่บ้าน อาจเป็นเพราะสะดวกไม่มากพอหรือเหตุผลใด ทำให้ Blockbuster ถูกฟ้องล้มละลายในปี 2010
สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หาก Blockbuster ยอมรับข้อเสนอที่ Netflix ยื่นให้ แต่ CEO ของ Blockbuster กลับยิ้มและหัวเราะให้กับข้อเสนอนั้น ซึ่งในความจริงแล้วตอนนั้น Blockbuster มีโอกาสที่จะซื้อ Netflix ด้วยเงิน 50 ล้านดอลลาร์ แต่ดันไม่คว้าเอาไว้เสียอย่างนั้น
Netflix แยกธุรกิจเช่า DVD ออกไปเป็น Qwikster
นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่โลกเราหมุนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เมื่อ Netflix สร้างโมเดลธุรกิจใหม่ในปี 2007 เข้าสู่การดูภาพยนตร์ออนไลน์แบบเต็มตัว กับ “Watch Now” บนเว็บของ Netflix ที่ทุกคนสามารถดูภาพยนตร์ได้แบบไม่อั้นที่บ้านของตนเอง และค่อย ๆ ขยายความร่วมมือไปยังบริษัทสมาร์ททีวีและบริการของ PlayStation ทำให้จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 12 ล้านคนในปี 2009 เพื่อให้ทุกบ้านที่มีสมาร์ททีวีได้ดูภาพยนตร์บนจอใหญ่เหมือนไปนั่งดูที่โรงหนังตามห้างฯ
Netflix ไม่หยุดเพียงเท่านั้น ในปี 2010 ได้ขยายการให้บริการกับอุปกรณ์ตระกูล Apple เช่น iPad, iPhone และ iPod และยังขยายเครือข่ายไปยังแคนาดา จนจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 20 ล้านรายภายในปีนั้น ทำให้ Netflix เป็นสตรีมมิงแพลตฟอร์มที่ใคร ๆ ก็กล่าวถึงทั่วทวีปอเมริกาเหนือ
เห็นๆ กันอยู่ว่าโมเดล Watch Now ของ Netflix ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม Netflix จึงประกาศแยกธุรกิจเช่า DVD และสตรีมมิงออนไลน์ออกจากกัน โดยใช้ Qwikster เป็นชื่อธุรกิจเช่ายืม DVD ผ่านไปรษณีย์เพียงอย่างเดียว และให้ Netflix เป็นเว็บไซต์สตรีมมิงวิดีโอต่อไป
แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ จากการประกาศแยกธุรกิจของ Netflix ทำให้ฐานสมาชิกลดลงเกือบ 6 ล้านราย ไอเดียที่จะเปลี่ยนชื่อธุรกิจเช่าวิดีโอเป็นอื่นจึงถูกปัดตกไป
Stranger Things ต้นทุน 30 ล้านเหรียญต่อตอน
ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ที่ซีรีส์ Sci-Fi อย่าง Stranger Things ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในการสร้างฉากหลังและอุปกรณ์ประกอบในการถ่ายทำมากกว่า 30 ล้านดอลลาร์ต่อตอน (อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ 30 ล้านดอลลาร์ต่อตอนจริง ๆ) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการผลิตสูงมากเป็นอันดับ 1 ของ Netflix
Wednesday ยอดวิวแซง Stranger Things
กำลังเป็นกระแสทั่วโลก กับซีรีส์ที่สร้างจากอนิเมชัน Addams Family ลูกสาวตระกูลแอดดัมส์อย่าง “Wednesday” ที่ปัจจุบันได้ทำลายสถิติซีรีส์ที่มีจำนวนผู้เข้าชมมากที่สุดบน Netflix แล้วเรียบร้อย ทำตัวเลขชั่วโมงเข้าชมมากถึง 341.2 ล้านชั่วโมงหลังจากที่ผ่านไปเพียง 7 วัน และยังติดเทรนด์ซีรีส์ที่มีคนพูดถึงมากกว่า 93 ประเทศ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือประเทศไทย!