การออกมาประกาศตั้งบริษัทย่อยใหม่ “บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด” หรือ CFW ขึ้นเพื่อประกอบกิจการค้าส่ง (Wholesale) โดยเฉพาะ และมีทุนชำระแล้ว 1 ล้านบาท เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา ของเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือซีอาร์ซี กลายเป็นที่ฮือฮาอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา
เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่กลุ่มเซ็นทรัล เข้ามาทำธุรกิจค้าส่ง แม้จะยังไม่มีรายละเอียดอะไรออกมามากนัก แต่ก็พอจะจับทางกันได้ถึงความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดค้าส่งในครั้งนี้ ซึ่งอาจจะเป็นไปทั้งการทำค้าส่งที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มฟู้ด และนอนฟู้ด หรือสินค้าในกลุ่ม FMCG ที่มีแม็คโคร เป็นผู้เล่นรายเดียวที่อยู่ในตลาดค้าส่งที่เป็นโมเดิร์นเทรด หรือ “แคช แอนด์ แครี่” ในบ้านเรา
สิ่งที่สะดุดตากับการประกาศตั้งบริษัทใหม่ในครั้งนี้ นอกจากจะให้บริษัทในเครืออย่าง เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ที่ทำตลาดค้าปลีกฟู้ดรีเทล ภายใต้แบรนด์ Tops ถือหุ้น 99.99% แล้ว 1 ใน 8 ของกรรมการบริษัทใหม่ที่เปิดตัวมานี้ ยังมีชื่อของ “สุชาดา อิทธิจารุกุล” อดีตซีอีโอของสยาม แม็คโคร ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการค้าส่งและบริหารแม็คโครมายาวนานถึง 27 ปี เข้ามาร่วมเป็นกรรมการด้วย
แน่นอนว่า ประสบการณ์ที่มีอยู่ น่าจะเข้ามาช่วยในการวางแนวทางการทำตลาดค้าส่งที่จะเปิดตัวในอีกไม่ช้าไม่นานนี้
ทำไม เซ็นทรัล รีเทล ถึงต้องเข้าตลาดค้าส่ง ทั้งๆ ที่ไม่ใช่สมรภูมิที่เชี่ยวชาญนัก เพราะที่ผ่านมา มีความถนัดและคุ้นเคยกับการทำตลาดค้าส่งกับกลุ่มเป้าหมายระดับบน เป็นหลัก

เหตุผลน่าจะมาจาก ถ้านับเฉพาะสินค้าในกลุ่มนอนฟู้ดแล้ว จะพบว่า เป็นตลาดที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ โดยข้อมูลจากสมาคมผู้ค้าปลีกไทยเคยรายงานออกมาว่า ช่องทางขายที่ผ่านร้านโชห่วยที่มีอยู่กว่า 5 แสนรายทั่วประเทศนั้น มีสัดส่วนถึง 45 – 47% ของตลาดค้าปลีกในบ้านเราที่มีมูลค่ารวมกันประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท
เช่นเดียวกับค้าส่งในกลุ่มฟู้ด ที่วันนี้ มีผู้เล่นรายใหญ่อยู่ในตลาด 2 รายคือ แม็คโคร ฟู้ด เซอร์วิส ที่มีการสร้างฟอร์แมทและขยายสาขาในชื่อแม็คโคร ฟู้ดเซอร์วิส เพื่อทำตลาดนี้โดยตรง
ส่วนอีกรายคือ MM ของบีเจซี ที่เป็นการนำฟอร์แมทนี้จากเวียดนามเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย และเริ่มขยายสาขาที่ 3 ที่เมืองทองไปเมื่อเร็วๆ นี้
ซึ่งค้าส่งในกลุ่มฟู้ด เป็นตลาดที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เพราะนอกจากลูกค้าที่เป็น HoReCa หรือผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และแคทเทอรี่ จะมีการเติบโตค่อนข้างดีแล้ว
สินค้าในกลุ่มอาหาร ยังเป็นกลุ่มสินค้าที่เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ค่อนข้างจะเชี่ยวชาญ และมีซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง ที่พร้อมจะเข้ามาเป็นตัวสนับสนุนในการทำตลาดให้กับบริษัทใหม่ที่จะเปิดนี้ได้เป็นอย่างดี
เมื่อมองมาที่เจ้าตลาดอย่างแม็คโครแล้ว จะพบว่า ยอดขายส่วนใหญ่ของแม็คโครก็มาจากการขายส่งสินค้าในกลุ่มอาหาร ขณะที่สินค้านอนฟู้ดเอง แม็คโครมีสัดส่วนในการขายเข้าร้านโชวห่วยอยู่ที่ 30% จากยอดขายทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ในฐานะเจ้าตลาดที่ทำตลาดในบ้านเรามานาน แม็คโครค่อนข้างจะแข็งแกร่งทั้งฟู้ด และนอนฟู้ด โดยในกลุ่มนอน ฟู้ด มีฐานของลูกค้าโชห่วยอยู่ในมือร่วม 5 แสนราย เป็นผู้ประกอบการที่หมุนเวียนเข้าๆ - ออกๆ อยู่ตลอดเวลา โดยแม็คโครมีการเอนเกจหรือสร้างความผูกพันกับลูกค้าในส่วนนี้ด้วยการทำโครงการ “มิตรแท้ โชห่วย” อย่างต่อเนื่องมามากกว่า 10 ปี
เช่นเดียวกับการทำเครือข่ายร้าน “บัดดี้ มาร์ท” ซึ่งเป็นการดึงผู้ที่สนใจในการทำร้านโชห่วยในชุมชนให้มาอยู่ในเครือข่าย โดยในสิ้นปีนี้ จะมีตัวเลขร้านบัดดี้ มาร์ท ประมาณ 300 ร้าน และภายในสิ้นปี 2566 แม็คโครจะสามารถผลักดันให้ ตัวเลขของร้านเครือข่ายบัดดี้มาร์ทขยับขึ้นเป็น 2,000 ร้านค้า
ส่วนในระยะยาวตามแผน 5 ปี มีการมองถึงการปั้นร้านบัดดี้ มาร์ท ให้ได้ถึง 20,000 สาขา ซึ่งร้านบัดดี้ มาร์ท จะเข้ามาเป็นอีกตัวช่วยในการทำให้อีโคซิสเท็ม ในการทำตลาดของแม็คโคร มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นไปอีก
ขณะที่การทำตลาดในกลุ่มสินค้าอาหารนั้น แม็คโคร มีการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับ HoReCa ออกมาต่อเนื่องกันเป็น 10 ปี มาแล้ว ทำให้ได้ฐานลูกค้าเข้ามาอยู่ในมือเป็นจำนวนมาก
มองตามเกมแล้ว ค้าส่งในกลุ่มฟู้ด น่าจะเป็นสิ่งที่เซ็นทรัล รีเทล สนใจเข้ามาทำตลาด เนื่องจากเป็นการเข้ามาทำตลาดบนจุดแข็งในเรื่องของการมีซัพพลายเชนเกี่ยวกับสินค้าอาหารที่แข็งแกร่ง ซึ่งน่าจะสามารถตอบโจทย์กลุ่มผู้ประกอบการ HoReCa ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเท่าที่มอง เซ็นทรัล รีเทล ยังไม่เคยมีฟอร์แมทค้าส่งของตัวเองทั้งที่ไทยและเวียดนามมาก่อน
ไม่ว่าจะเป็นฟอร์แมทไหน แต่ก็น่าจะเข้ามาเป็นอีก 1 สีสันให้กับตลาดค้าส่งของบ้านเรา เพราะงานนี้เป็นการขยับตัวของรายใหญ่ในตลาดค้าปลีกบ้านเรา.....