การเปิดตัวโมเดลเครือข่ายร้านโชห่วย “โดนใจ” ของบีเจซี นั้น ถือเป็นอีกความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะนอกจากมีการมองถึงตัวเลขการดึงร้านโชห่วยเข้ามาเป็นเครือข่ายร้านโดนใจในตัวเลข 30,000 ราย ภายใน 5 ปีนับจากนี้เท่านั้น
แต่ยังเป็นการเข้าไปติดอาวุธในการทำธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ให้กับโชห่วย โดยนำระบบ POS มาใช้ ทำให้สามารถรู้ว่าจะขายอะไร ให้กับใคร โดยไม่ต้องไปกังวลเรื่องของการบริหารจัดการสต็อกสินค้าที่ถือเป็น Pain Point สำคัญที่ผู้ประกอบการร้านโชห่วยมักเจอปัญหามาตลอด ซึ่งการที่ไม่ต้องสต็อกสินค้า นั่นหมายถึงว่า สามารถช่วยลดต้นทุนส่วนเกินที่เป็นปัญหาใหญ่ของการทำร้านโชห่วย
บีเจซี เปิดตัวร้านโดนใจแบบ “ซอฟต์ ล้อนช์” มาตั้งแต่ปลายปี 2564 โดยตลอดปีแรกที่เป็นเสมือนกับการทดลองตลาด สามารถดึงร้านโชห่วยเข้ามาเป็นเครือข่ายร้านโดนใจได้แล้วประมาณ 1,000 ราย หลังจากนี้จะเดินหน้าเข้าไปแนะนำเพื่อดึงโชห่วยเข้ามาอยู่ในเครือข่ายให้ได้ 8,000 ร้านค้า ภายในปี 2566 และจะเพิ่มเป็น 30,000 ร้านค้าภายในอีก 5 ปีถัดจากนี้ไป

ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี บอกว่า ข้อแตกต่างระหว่างเครือข่ายร้านโดนใจกับเครือข่ายร้านโชห่วยของรายอื่นๆ ก็คือ การมีความยืดหยุ่นและมีทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้ประกอบการร้านโชห่วยที่จะเข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายร้านโดนใจ โดยมีขนาดหรือไซส์ของร้านตั้งแต่ร้านขนาดเล็กหรือไซส์ XS ไปจนถึงขนาดใหญ่หรือไซส์ L ที่มีขนาดใกล้เคียงกับร้านคอนวีเนียนสโตร์ทั่วไป หรือมีปริมาณการสั่งสินค้าเข้าร้านตั้งแต่ 150,000 – 500,000 บาท
“ข้อดีอีกอย่างก็คือ เราจะเข้าไปลงทุนในเรื่องของการตกแต่งร้านให้ ในสัดส่วน 55% อีก 45% จะเป็นการลงทุนในรูปแบบของเงินประกันจากเจ้าของร้าน โดยมีการนำระบบ POS ที่พัฒนาโดยบีเจซีเข้าไปติดตั้งให้ โดยมีค่าเชื่อมระบบเดือนละ 1,800 บาท มีระยะสัญญา 3 ปี ซึ่งทางเราจะเข้าไปซัพพอร์ตเรื่องสินค้าที่จะขายเข้าร้านโดยใช้เครือข่ายของบิ๊กซีที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศกว่า 200 สาขา เป็นตัวสนับสนุน โดยสินค้าที่ขายในร้านจะเป็นสินค้าที่สั่งจากเรา 95% ที่เหลืออีก 5% เป็นสินค้าที่ทางร้านค้าสามารถหามาวางขายได้เอง”
ก่อนหน้าที่จะทำเครือข่ายร้านโดนใจนั้น เชนค้าปลีกในเครือของบีเจซีอย่างบิ๊กซี มีลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการร้านโชห่วยประมาณ 60,000 ราย การมองถึงตัวเลขการปั้นเครือข่ายร้านโดนใจ 30,000 ร้านค้าภายใน 5 ปี จึงถือเป็นการสร้างลูกค้าร้านโชห่วยที่มีการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องจากบิ๊กซี

ถือเป็น วิน วิน เกม เพราะร้านโชห่วยเอง จะได้ระบบการบริหารจัดการที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากนัก ขณะที่บีเจซีเอง นอกจาก การได้ยอดสั่งซื้อที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังได้ในเรื่องของดาต้าที่เป็นการซื้อจริงของผู้บริโภคในแต่ละชุมชน ซึ่งการเข้าถึงดาต้าจำนวนมหาศาลนี้ สามารถนำมาต่อยอดในการทำธุรกิจได้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ โดยบีเจซี มีการมองถึงการลงทุนทำแวร์เฮ้าส์เพื่อรองรับการกระจายสินค้าในระยะยาวเมื่อตัวเลขของเครือข่ายร้านโดนใจมีเพิ่มมากขึ้น
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายร้านโดนใจที่มีอยู่ประมาณ 1,000 รายนั้น จะแบ่งออกเป็น ร้านในเขตภาคอีสาน 400 ร้าน ภาคใต้ 189 ร้าน กรุงเทพฯและปริมณฑล 128 ร้าน ภาคกลาง 84 ร้าน ภาคเหนือ 60 ร้าน ภาคตะวันออก 85 ร้าน และภาคตะวันตก 54 ร้าน
หากแยกตามขนาดหรือไซส์ของร้านนั้น จะแบ่งเป็นไซส์เล็กหรือ XS 356 ร้าน ไซส์ S 420 ร้าน ไซส์ M 182 ร้าน และไซส์ L 42 ร้าน โดยไซส์เล็กจะสั่งสินค้าเข้าร้านวันละประมาณ 4,500 บาท ไซส์ S วันละ 7,400 บาท ไซส์ M วันละ 10,000 บาท และไซส์ L เฉลี่ยวันละ 9,000 – 15,000 บาท โดยมีกำไรจากการขายประมาณ 15%
นอกจากจะทำในเมืองไทยแล้ว เครือข่ายร้านโดนใจยังถูกนำไปปรับใช้ที่เวียดนามภายใต้ชื่อ “ซาโต๊ด” (Gia Tot) ซึ่งตลาดเวียดนามมีจำนวนตัวเลขร้านโชห่วยถึงกว่า 700,000 ร้านค้า โดยมีเข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายร้าน ซาโต๊ด แล้วประมาณ กว่า 100 ราย ซึ่งที่เวียดนาม บีเจซี มีเชนร้านค้าส่งภายใต้ชื่อ MM ที่ทำตลาดในเวียดนามมาหลายปี

ฐาปณี กล่าวเสริมว่า แม้จะมีผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งที่เป็นค้าปลีก-ค้าส่งรวมถึงซัพพลายเออร์เจ้าของสินค้า เข้ามาทำโมเดลเครือข่ายร้านโชห่วยหลายราย แต่ในมุมมองของตัวเอง กลับมองว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะเป็นการเข้ามาช่วยกันพัฒนาให้ผู้ประกอบการร้านค้าโชห่วยมีการบริหารจัดการที่ดีขึ้น และจะนำไปสู่การเติบโตแบบยั่งยืนในระยะยาว
“เรามองว่า ผู้ประกอบการร้านค้าโชห่วย เป็นอีก 1 ฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับ รากหญ้า โดยผู้ประกอบการเหล่านั้น มีจุดอ่อนในเรื่องของการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการบริหารสต็อกสินค้าที่ถือเป็นต้นทุนสำคัญ ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จำนวนร้านค้าโชห่วยทั่วประเทศ ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมมากนัก คือราวกว่า 400,000 ราย เพราะแม้จะมีหลายรายที่เข้ามาทำธุรกิจ แต่ก็มีไม่น้อยที่ต้องเลิกไป บีเจซี มองเห็นปัญหาดังกล่าว จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นคนกลาง ในการช่วยพัฒนาร้านค้าเหล่านั้นให้มีระบบการบริหารจัดการที่ดี ตลอดจนองค์ความรู้ในการบริหารร้านค้าปลีกสมัยใหม่ โดยมีการพัฒนาระบบ POS ขึ้นมาเพื่อเข้าไปช่วยร้านค้าเหล่านั้น พร้อมกับการมีทีมงานเข้าไปช่วยพัฒนาและเพิ่มทักษะในการทำธุรกิจค้าปลีกให้กับผู้ประกอบการเหล่านั้น”