ในโลกธุรกิจที่ความเปลี่ยนแปลงกลายเป็นความปกติใหม่ การแข่งขันจึงไม่ใช่การวัดกันด้วยราคา คุณภาพ หรือการตลาดเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป แต่องค์กรที่สามารถ “เชื่อมโยง” ทุกองค์ประกอบของธุรกิจเข้าไว้ในระบบนิเวศแบบองค์รวม คือผู้ที่มีศักยภาพมากพอจะครองเกมและพิชิตชัยชนะในระยะยาวได้จริง
นั่นคือสิ่งที่ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC กำลังทำอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า Agile Ecosystem กลยุทธ์ที่ผสานทั้งคน เทคโนโลยี พันธมิตร และพฤติกรรมผู้บริโภคเข้าด้วยกันอย่างลื่นไหล เพื่อสร้างความยืดหยุ่น ความเร็ว และความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยากจะลอกเลียนแบบ

คุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) (BJC) เผยว่า “ปี 2568 เป็นปีที่เรามุ่งสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพท่ามกลางสภาวะที่ท้าทาย ทั้งเศรษฐกิจโลกผันผวน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”
BJC ไม่เพียงแค่ปรับตัวเพื่ออยู่รอด แต่เดินหน้าสร้าง “ความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง” ผ่านการยกระดับห่วงโซ่อุปทานด้วย AI และระบบ Automation ลงลึกถึงระดับคลังสินค้าอัจฉริยะ การควบคุมอุณหภูมิในโรงงานด้วย AI และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในการเชื่อมต่อ Front-End กับ Back-End อย่างไร้รอยต่อ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพ แต่คือการสร้างรากฐานสำหรับธุรกิจยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา


ภายใต้กลยุทธ์ Agile Ecosystem นี้ BJC แตกต่างจากองค์กรอื่นที่ยังคงทำธุรกิจในแนวดิ่งแบบเดิม เพราะ BJC ลงมือเชื่อมโยง “ทุกจุดสัมผัส” ตั้งแต่โรงงานจนถึงมือผู้บริโภค และที่สำคัญเชื่อมต่อกับร้านค้าปลีกขนาดเล็กหรือแบบดั้งเดิม กว่า 12,000 ร้าน ผ่านโครงการ “โดนใจ (DonJai)” ที่ไม่เพียงยกระดับหน้าร้าน แต่เชื่อมระบบ POS เข้ากับ Supply Chain ขององค์กรได้แบบเรียลไทม์ กลาย เป็น Ecosystem ที่เติบโตอย่างมีส่วนร่วมทั้งระบบ และยากที่จะลอกเลียนแบบได้
“โอกาสของเราไม่ได้อยู่แค่ใน ‘ตลาด’ แต่อยู่ใน ‘วิธีที่เรามองลูกค้า’ ด้วยหัวใจที่เข้าใจบริบท สังคม และอนาคต” คุณฐาปณี กล่าว
แม้จะมีคำว่า “Digital Disruption” ปรากฏอยู่ทุกที่ แต่ในความเป็นจริง “Disruption” ไม่ใช่จุดจบของธุรกิจเก่า หากแต่มอบโอกาสให้ธุรกิจที่ “อ่านเกมขาดและลงมือก่อนใคร” ได้สร้าง New S-Curve ของตัวเองขึ้นมา และนั่นคือสิ่งที่ BJC ทำใน 3 มิติหลัก ได้แก่ กลุ่มสุขภาพและสังคมสูงวัย (Aging & Wellness), การบริโภคเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (Green Consumption) และการเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจฐานราก (Inclusive Retail)
ภายใต้ S-Curve นี้ BJC นำเสนอผ่านผลิตภัณฑ์นวัตกรรมในกลุ่มยาและเวชภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัย เช่น กลุ่มยาโรคเรื้อรัง, ยามะเร็ง รวมทั้งมุ่งพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพและความงาม (Wellness & Aesthetic) ที่ตอบโจทย์ชีวิตสมดุลของผู้บริโภคยุคใหม่ สำหรับในกลุ่มของนวัตกรรมทางการแพทย์นั้น เรามีนวัตกรรม AI ที่มาช่วยในการวางแผนรักษาโรค เช่น การใช้ AI ให้แพทย์ช่วยอ่านผล X-Ray เช่น X-Ray ปอด, X-Ray เต้านม เป็นต้น
เพื่อช่วยลดระยะเวลาการทำงานของแพทย์และได้ผลการอ่านที่แม่นยำมากขึ้น ขณะเดียวกันยังขยายตลาดขนมสุขภาพ เช่น ข้าวอบกรอบผสมธัญพืช โดโซะ ไรซ์มิกซ์ (DOZO RICE MIX) และเวชสำอาง รวมถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวกายแพรอทสกินฟู้ด (Parrot Skinfood) ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการ “อยู่ดี กินดี และรับผิดชอบต่อโลก” มากขึ้น
นอกจากนี้ การสร้างแบรนด์ในมุมมองของ BJC ไม่ได้โฟกัสอยู่ที่เพียงการสร้างการรับรู้ (Awareness) อย่างเดียว BJC เลือกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Brand with Purpose” ซึ่งแบรนด์ต้องมีทั้งความหมาย บทบาท และความผูกพันกับผู้คน

คุณฐาปณี ย้ำว่า “สำหรับเรา การสร้างแบรนด์ไม่ใช่แค่เรื่องของการสื่อสาร แต่คือการกระทำที่มีคุณค่าและต่อเนื่อง” เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าว BJC จึงออกแบบแบรนด์ให้สัมผัสได้จริง เช่น Cellox Satin Soft สัมผัสนุ่ม ลื่น ดั่งซาติน ที่ใส่ใจทุกเจนเนอเรชัน, Dozo Healthy Line สำหรับครอบครัว และใช้ Big Data จากฐานสมาชิก Big Points กว่า 20.8 ล้านราย มาวิเคราะห์และสร้างความสัมพันธ์เชิงลึกแบบ Personalized Marketing อย่างมีประสิทธิภาพ
เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือเคล็ดลับสำคัญที่องค์กรหลายแห่งมองข้าม นั่นคือการ “ฟังลึก ปรับไว ทำจริง” โดย BJC ลงทุนในคนและระบบ ให้พนักงานทุกคนกลายเป็น Brand Touchpoint ที่มีคุณค่า พร้อมใช้ AI เข้าใจความต้องการลูกค้าในระดับ Personalization อย่างแท้จริง นี่คือ Branding ที่ไม่ใช่แค่สร้างภาพลักษณ์ แต่ฝังอยู่ในทุกกระบวนการขององค์กร

และในปี 2568 ทาง BJC ไม่หยุดอยู่แค่การวางแผน แต่กำลังลงมือขยายอย่างชัดเจน ตั้งแต่การเปิด Big C สาขาใหม่กว่า 200 แห่ง ทั้งในรูปแบบสาขาขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ไปจนถึงการสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ที่บางปะอิน ซึ่งจะกลายเป็นหนึ่งในศูนย์คลังสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ พร้อมรองรับ E-commerce อย่างครบวงจร
ไม่เพียงแค่โครงสร้างทางกายภาพ แต่ BJC ยังเดินหน้าติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพิ่ม ทั้งในโรงงาน และสาขาบิ๊กซี รวมถึงวางรากฐาน BJC Data Platform เพื่อรองรับเทคโนโลยี AI, Gen AI และ Machine Learning ทั้งองค์กรอย่างจริงจัง นี่คือการยกระดับทั้งในมิติความเร็ว ความแม่นยำ และความยืดหยุ่นทางธุรกิจ
แน่นอนว่าบนเส้นทางสู่การเป็นองค์กรชั้นนำของภูมิภาค ความท้าทายยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของต้นทุน ราคาวัตถุดิบ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและผู้บริโภค แต่ BJC มองว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ “อุปสรรค” แต่คือ “แรงขับเคลื่อน” ให้ต้องคิดลึก ทำเร็ว และเติบโตด้วยความหมาย
“ท้ายที่สุด ความท้าทายเหล่านี้ไม่ใช่อุปสรรค แต่คือแรงผลักดันที่ทำให้เราต้องคิดลึก ทำเร็ว และเติบโตด้วยความหมาย เพื่อเป็นองค์กรที่แข็งแรงทั้งภายนอกและภายในในระยะยาว” คุณฐาปณี ฝากทิ้งท้าย
ในยุคที่ธุรกิจไม่ได้แข่งกันแค่ “เร็ว” หรือ “ใหม่” แต่แข่งกันที่ “ระบบ” และ “ความลึก” ของการเข้าใจผู้บริโภค BJC ได้พิสูจน์แล้วว่าผู้ชนะในเกมใหม่นี้ คือ THE CONQUEROR ที่เข้าใจวิธีสร้าง Ecosystem แบบยากที่จะลอกได้ และกล้าที่จะลงมือเปลี่ยนโลกของตัวเองก่อนใครเสมอ