ตลาด Healthcare ในประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และมีแนวโน้มการเติบโตที่น่าจับตามองอย่างมาก จากปัจจัยหลักคือประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ และสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต้องการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและอุปกรณ์ดูแลสุขภาพ ที่คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 10–15%
ขณะเดียวกัน ตลาดเฮลท์แคร์ในวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาโรคอีกต่อไป แต่ขยายตัวครอบคลุมไปถึงกระแส ความงามและการชะลอวัย ที่มีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี รวมถึงความต้องการยารักษา โรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ความดัน และมะเร็ง ที่เพิ่มสูงขึ้นตามโครงสร้างประชากร
การเติบโตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดเฮลท์แคร์กำลังเปลี่ยนจาก “ธุรกิจเฉพาะด้าน” ไปสู่ “อุตสาหกรรมขนาดใหญ่” ที่ต้องอาศัยความพร้อมทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ
เคนนี่ ไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทร่วมทุนระหว่าง BJC กับ DHL กล่าวว่า “ปัจจุบันอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ของไทยเติบโตรวดเร็วกว่าภาคส่วนอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจ การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนครั้งนี้จึงถือเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว มุ่งเน้นในการปฏิบัติและการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ความร่วมมือนี้จะช่วยให้เราสามารถยกระดับซัพพลายเชนเฮลธ์แคร์ในประเทศไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ไว้วางใจได้มากขึ้น และเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานสากลได้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้คนไทยทั่วประเทศสามารถเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ได้ดียิ่งขึ้น”
ข้อมูลจาก BJC ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตของตลาด Healthcare ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นการเชื่อมต่อของ 5 เทรนด์หลักที่ส่งแรงหนุนซึ่งกันและกัน ได้แก่
1. โรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ความดัน และมะเร็ง ที่มีความต้องการยาสูงขึ้นตามจำนวนประชากร
2. ความงามและการชะลอวัย (Beauty & Anti-Aging) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตประมาณ 10% ต่อปี
3. การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ (Preventive & Wellness) เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ซึ่งส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและอุปกรณ์ดูแลสุขภาพเติบโตขึ้น 10-15% นอกจากนี้ การส่งเสริม Medical Tourism ในไทยยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นศักยภาพของตลาดนี้
4. โซลูชันโลจิสติกส์อัจฉริยะจากบริษัทร่วมทุน จะนำเทคโนโลยีและมาตรฐานของ DHL มาใช้เพื่อสร้างระบบ End-to-End Supply Chain ที่มีประสิทธิภาพสูง ดังนี้
- การจัดการอุณหภูมิที่หลากหลาย มีคลังสินค้าและระบบขนส่งที่ควบคุมอุณหภูมิได้ตั้งแต่ระดับปกติ (15-25 องศา), การเก็บวัคซีน (2-8 องศา), ไปจนถึงระดับต่ำพิเศษ (Ultra-Low Temperature) ที่ -80 ถึง -196 องศาเซลเซียส สำหรับจัดเก็บเนื้อเยื่อหรือเม็ดเลือด
- ความสามารถในการตรวจสอบ ใช้ซอฟต์แวร์ "My Supply Chain" เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดตามสถานะสินค้า ได้ตลอดกระบวนการและตรวจสอบย้อนกลับได้เมื่อเกิดปัญหา
- บริการเฉพาะทาง รวมถึงการส่งชุดตรวจทางห้องปฏิบัติการถึงบ้าน (Direct to Patient), การส่งเครื่องมือแพทย์เฉพาะทางให้ศัลยแพทย์ถึงห้องผ่าตัด, และบริการบรรจุหีบห่อใหม่ (Secondary Packaging/Labeling)
- นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน นำเทคโนโลยี Platinum Packaging Solution จากออสเตรเลียมาใช้ ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่รักษาอุณหภูมิและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์
5. มาตรฐานและการดำเนินงานผ่าน 3 เสาหลัก เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำด้าน Healthcare Logistics
- โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี การใช้คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิและระบบอัตโนมัติ/AI
- การพัฒนาบุคลากร ฝึกอบรมพนักงานตามมาตรฐานสากล โดยมีการแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในสิงคโปร์และออสเตรเลีย
- คุณภาพและกฎระเบียบ ปฏิบัติตามมาตรฐานเข้มงวดทั้งของ อย. และระดับสากล เช่น ISO 13485, GMP และ GDP
เมื่อการเติบโตของตลาดต้องอาศัยความแม่นยำและมาตรฐานระดับสูง ระบบโลจิสติกส์จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน BJC จึงประกาศจัดตั้ง บริษัทร่วมทุนกับ บริษัท ดีเอชแอล ซัพพลายเชน (ประเทศไทย) เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี สู่มาตรฐานสากล พร้อมรุกตลาดเฮลท์แคร์ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง และสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาค
การร่วมทุนครั้งนี้มีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท วางแผนใช้งบลงทุน 1,000–1,500 ล้านบาทต่อปี ในระยะเวลา 5 ปี ปัจจุบันธุรกิจ Healthcare สร้างสัดส่วนรายได้ให้ BJC ประมาณ 30% หรือคิดเป็นมูลค่า 7–8 พันล้านบาท นับเป็นการลงทุนด้านเฮลท์แคร์ครั้งใหญ่ที่สุดของกลุ่ม
สตีฟ วอล์กเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กลุ่มธุรกิจประเทศไทย กล่าวว่า
“การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอีโคซิสเต็มเฮลธ์แคร์ในประเทศไทย และสะท้อนความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของดีเอชแอลในการสนับสนุนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาคในอนาคต ปัจจุบันเรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในซัพพลายเชนด้านเฮลธ์แคร์ ไม่ว่าจะเป็นการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทั่วเอเชีย การเติบโตของเวชศาสตร์เฉพาะบุคคล กฎระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความคาดหวังที่สูงขึ้นในด้านความยั่งยืนและความโปร่งใสในการดำเนินงาน”นอกจากการเสริมความแข็งแกร่งด้านโลจิสติกส์แล้ว BJC ยังขยายบทบาทสู่ธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยปัจจุบัน BJC Healthcare ดำเนินธุรกิจแบบ One Stop Service ตั้งแต่การจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ (Registration) กับ อย., การนำเข้า, การทำตลาดและจัดจำหน่าย, ไปจนถึงการบริการหลังการขายตลอด 24 ชั่วโมง และการเก็บเงิน (Cash Collection) โดยแบ่งธุรกิจออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
- กลุ่มยา (Pharmaceutical) มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 60% ครอบคลุมทั้งยาแผนปัจจุบัน ยาความงาม และสินค้าที่ขายในร้านขายยา
- กลุ่มอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ (Medical Device) มีสัดส่วน 40% โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องมือสร้างภาพวินิจฉัย (Imaging) เช่น เครื่อง CT, MRI และ X-ray ซึ่ง BJC เป็นอันดับ 1 ของประเทศในปัจจุบัน เครือข่ายการจัดจำหน่ายของ BJC ครอบคลุมโรงพยาบาลกว่า 1,200 แห่ง คลินิก 2,600 แห่ง และร้านขายยา 4,600 แห่งทั่วประเทศ
ในอีกกว่า 20 เดือนข้างหน้า BJC เตรียมต่อยอดสู่ ธุรกิจต้นน้ำ ด้วยการมีโรงงานผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเชื่อมต่อสู่ ปลายน้ำ อย่างร้าน Pure Pharmacy, สิริฟาร์มา และร้านสแตนด์อโลน เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มเฮลท์แคร์แบบครบวงจร ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การรวมพลังของสององค์กร แต่คือการวางโครงสร้างใหม่ของอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ไทยในระยะยาว