ด้วยความที่ธุรกิจหลักของไทยยูเนี่ยนยังคงมาจากกลุ่มอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง อาหารทะเลแช่แข็ง อาหารทะเลแช่เย็น ซึ่งหลายครั้งถูกมองในแง่ลบ ทั้งในเรื่องของปัญหาแรงงานไปจนถึงสิ่งแวดล้อม จึงทำให้ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ปให้ความสำคัญกับเรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของ ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผ่านโครงการเพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้คน ควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรทางทะเลให้อุดมสมบูรณ์ หรือ Healthy Living, Healthy Oceans
แต่อุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการอาหารทะเลก็คือ สินค้าหลักเป็น Commodity Product ซึ่งสร้างความ แตกต่างและคุณค่าได้ค่อนข้างลำบาก ดังนั้นทางไทยยูเนี่ยนจึงมีการสร้างศูนย์นวัตกรรมไทยยูเนี่ยน (Global Innovation Center หรือ GIC) ขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อน เพื่อทำหน้าที่ควานหานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเข้ามาปิดจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้กับบริษัท
ดร.ธัญญวัฒน์ เกษมสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มด้านนวัตกรรม บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า ภารกิจของ GIC นั้นมีทั้งในส่วนของงานหน้าบ้านที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคโดยตรง เช่นการพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ไปจนถึงหลังบ้าน คือพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาลดต้นทุน หรือลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต
“เราทำมานานมากแล้ว ได้รางวัลมามากมาย เรามีโปรแกรม Sea Change ที่เริ่มต้นจาก Testability ตั้งแต่สมัยที่อุตสาหกรรมประมงไทยโดนใบเหลืองเมื่อหลายปีมาแล้ว เรื่องการใช้แรงงานที่ถูกกฎหมายถือเป็นหลักพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี ซึ่งไม่ง่ายเพราะเริ่มจากศูนย์แต่เราก็ผ่านจุดนั้นมา ตอนนี้เราต้องมองเรื่องของ Impact Diversity ในเรื่องของการจับปลาว่ามีปัญหาถึงห่วงโซ่อาหารหรือไม่
ส่วนเรื่องของแพ็กเกจจิ้งภายในปี 2025 เราจะใช้พลาสติกย่อยสลายได้ในธรรมชาติ หรือหมุน เวียนนำมาใช้อีก ซึ่งเราน่าจะทำได้ตามที่ให้คำมั่นสัญญาไว้ เพราะว่ามันมีเทคโนโลยีที่สามารถทำได้”

ดร.ธัญญวัฒน์ กล่าวว่า ตอนนี้ไทยยูเนี่ยนมองไกลไปถึงปี 2030 ที่ตั้งเป้าหมายว่าทำอย่างไรถึงจะเอาแพคเกจจิ้งกลับมาใช้ และจะสามารถทำได้กี่เปอร์เซ็นต์?“ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะเราต้อง Commit ว่าจะเอากลับมาใช้กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่แค่ไทยยูเนี่ยน แต่เรากำลังพูดถึงทั้งซัพพลายเชนเลย สมมติว่าเราทำแล้ว คนซื้อไม่ไปรีไซเคิลมันก็ไม่เกิดทั้งเชน เพราะฉะนั้นเราต้องทำทั้งรีไซเคิล รวมถึงทำให้คอนซูเมอร์รู้สึกว่าง่าย และต้องมีหน่วยงานที่รับรีไซเคิล แล้วเราก็ต้องไปซื้อกลับมาอีก เพราะฉะนั้นมันต้องมีการเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน เพื่อสร้าง Ecosystem ที่เกิดขึ้นให้ได้ เพราะถ้าเชนสะดุดเมื่อไหร่มันก็ไม่เกิด เช่น ทำแล้ว สินค้าแพงขึ้น หรือผู้บริโภคเก็บยาก คนไม่ให้ความร่วมมือ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เรื่อง Circularity เป็นอะไรที่น่า สนใจมาก เพราะถ้าเราทำได้เราจะไม่ต้องถลุงเหล็กเพิ่ม เหมือนสมัยก่อนเรากินน้ำอัดลมแบบขวดแก้ว แล้วเอามาใช้ใหม่ได้
แต่ทั้งหมดทั้งปวงเราจะมองในมิติเดียวไม่ได้ แต่ต้องมองในหลายมิติไปพร้อมๆ กัน เช่น ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนจะส่งผลถึงคาร์บอนฟุตพรินต์ในการรีไซเคิลเพราะต้องใช้พลังงาน ดังนั้นจะต้องดูว่าความพอดีมันจะอยู่ตรงไหน”
เหตุผลที่ไทยยูเนี่ยนให้ความสำคัญกับเรื่องแพ็กเกจจิ้งเป็นพิเศษนั้น ส่วนหนึ่งมาจากตลาดและฐานการผลิตของไทยยูเนี่ยนนั้นกระจายอยู่ทั่วโลก โดยยอดขายกว่า 141,048 ล้านของไทยยูเนี่ยนนั้นมาจากสหรัฐและยุโรปกว่า 70%
“เราขายสินค้าให้คนทั่วโลก อะไรที่เราทำมัน Impact ทั่วโลก เราไม่ได้มองแค่คนไทย คนไทยเป็นหนึ่งในลูกค้าของเรา คือซีเล็คทูน่า โลกเราคือโลกเดียวกัน ถ้าเราปล่อยของเสียตรงนี้มันก็หมุนไปทั่วโลก เพราะฉะนั้นเราต้องทำเพื่อรับผิดชอบทั่วโลก เวลาเราดูซัพพลายเชนของ Circularity เราต้องดูตั้งแต่การจับปลาว่าจับที่ไหน ใช้คนเท่าไหร่ น้ำเท่าไหร่ ใส่กระป๋องอะไร เพราะอย่างไรก็เป็นเน็ตเวิร์คทั่วโลก
เราเริ่มต้นจากไทย เรื่องการใช้ทรัพยากร เราพยายามทำทุกอย่างให้เกิด Food Waste น้อยที่สุด เราเอาทุกส่วนของปลามาใช้ การที่เราลด Food waste ได้ บริษัทก็ได้ประโยชน์ แล้วเราก็หาเทคโนโลยีมาสร้าง Value Added เพื่อให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น มันก็สามารถที่จะทำให้เราย้อนกลับมาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ได้ หรือเอามาพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคได้ เพราะเอาจริงๆ ผู้บริโภคยอมจ่ายเพิ่มหรือ ไม่ก็บอกว่าน้อยมาก ทุกคนรักโลก แต่พอบอกให้ช่วยจ่ายเพิ่ม 2 บาทนี่คิดหนักเลย ไว้ก่อนได้ไหม พรุ่งนี้ได้ไหม เพราะฉะนั้นเราต้องหาทางตั้งแต่ต้นน้ำ คือลดต้นทุนให้กับผู้บริโภค เพื่อให้เขายอมมาจ่ายส่วนต่างที่เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องอัพเกรดสินค้าขึ้น ถ้าสินค้าทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ามีคุณค่ามากขึ้น เขาจะยอมจ่าย ถ้าเป็นปลากระป๋องตัวเดิม แค่เราเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้ง แล้วขอเพิ่ม 2 บาท ไม่มีใครยอมรับหรอก แต่ถ้าปลากระป๋องนั้นมีคุณค่ามากขึ้น เช่น มีคอลลาเจนสูง กินแล้วดี 2 บาท 4 บาท เขายอมจ่าย เพราะเข้าเห็นถึงคุณค่าที่มีมากขึ้น เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้นวัตกรรมจะมีความสำคัญมากๆ ที่จะทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงคุณค่า เพียงแต่ว่าเราต้องรู้ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร แล้วเรานำเสนอเขาได้ไหม”

ทุกวันนี้ GIC วางเป้าหมายไว้ว่าจะต้องมีรายได้ใหม่ที่เกิดจากสินค้านวัตกรรมประมาณ 10% ซึ่งทาง ดร.ธัญญวัฒน์ก็ยอมรับว่ายังทำได้ไม่ถึงเป้าหมาย เนื่องมาจากเหตุผลหลัก 2 ประการคือ 1. สินค้าหลายอย่างต้องใช้เวลากับคอนซูเมอร์ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม 2. สินค้ากลุ่มใหญ่ของไทยยูเนี่ยนยังคงเป็นปลาทูน่า ซึ่งกลุ่มธุรกิจใหม่แม้ว่าจะมีการเติบโต แต่รายได้จากกลุ่มธุรกิจเดิมมีตัวเลขที่สูงมากดร.ธัญญวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปลายปีนี้ จะมีสินค้ากลุ่มนวัตกรรมใหม่ คือผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่ผลิตจากปลาทูน่าเป็นโรงงานแรกของโลก ซึ่งจะมีสินค้าทั้งในรูปแบบของ B2B ผ่านบริษัท Thai Union Ingredient (TUI) และสินค้าคอนซูเมอร์ ภายใต้แบรนด์ Zeavita
ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ปยังมีการเข้าไปลงทุนในสตาร์ทอัพหลายแห่งที่อยู่ในโครงการ Space F ซึ่งทำร่วมกับ NIA และมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งจนถึงตอนนี้ทางไทยยูเนี่ยนกรุ๊ปก็มีการเข้าไปลงทุนในหลายบริษัทแล้ว
“3 ปีก่อนมีแพลตฟอร์มชื่อ Hydro Neo ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพจากเยอรมนี ที่พัฒนาโซลูชั่นการเลี้ยงกุ้งแบบสมาร์ทฟาร์ม บริษัทนี้สามารถที่จะช่วยให้เกษตรที่ทำฟาร์มกุ้งลดการใช้พลังงานลงไปได้ถึง 20-30% บางรายลดได้ถึง 50% วิธีการก็คือ เขาเขียนซอฟต์แวร์เข้าไปควบคุมการทำงานของกังหันน้ำที่เติมออกซิเจนในบ่อกุ้ง เพราะคนทั่วไปรู้สึกว่าต้องปั่นกังหันเยอะๆ แล้วจะได้ออกซิเจนเยอะๆ เพื่อกุ้งจะได้ไม่ตาย จะได้เลี้ยงกุ้งเยอะๆ แต่จริงๆ ตามหลักวิทยาศาสตร์ ถึงเราจะตีน้ำมากแค่ไหนก็จะได้ค่าปริมาณออกซิเจนระดับนึง ที่เหลือเราก็เสียพลังงานไปฟรีๆ เพราะเปิดตลอดเวลา บริษัทนี้พัฒนาเครื่องมือมาวัด ถ้าออกซิเจนได้ตามค่าก็จะตัด ซึ่งดูเหมือนง่ายแต่จริงๆ มันมีเทคโนโลยีของมันที่จะทำให้เสถียร เพื่อที่จะสามารถลดการใช้พลังงานให้กับฟาร์มกุ้งได้ เราก็เลยไปลงทุน
เราก็จะสามารถเลี้ยงกุ้งที่ลดการใช้พลังงาน ซึ่งเป็นจุดขายได้ เพราะมีต้นทุนต่ำลงและได้ภาพเรื่องความยั่งยืน เรื่องโลกร้อน แล้วเราก็มองภาพว่าถ้าเขาทำได้จริง ลดการใช้พลังานได้จริงถ้าเราเปลี่ยนเป็นโซล่าร์เซลล์มันจะดีขึ้นกว่านี้ เพราะจะเป็นฟาร์มกุ้งที่ใช้พลังงานสะอาดเป็นจุดขายใหม่ เพราะในอนาคตเราจะต้องบอกว่าอาหารที่เรากินมีคาร์บอนเทาไหร่ ตอนนี้เริ่มมีบ้างแล้วที่ยุโรป”
นอกจากนี้ ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ปยังมีการเข้าไปลงทุนในธุรกิจ Plant-Based ซึ่งกำลังเป็นเทนด์อาหารของโลก

“เรามองว่า Plant-Based จะมา เราก็ไปลงทุนในสตาร์ทอัพ 2 บริษัท อีกหน่อยเราจะสามารถผลิตเนื้อปลาโดยไม่ต้องใช้ปลา เราเอาปลาจากห้องแล็บมา แล้วลองคิดดูว่า ถ้ามีคนผลิตเนื้อวัวโดยไม่ต้องเลี้ยงวัว ไม่ต้องพึ่งปศุสัตว์ ไม่ต้องกลัวเรื่องมีเทนมันจะ Impact ขนาดไหน”ในส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิต ดร.ธัญญวัฒน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ทางไทยยูเนี่ยนมีการเอาระบบ Automation เข้ามาใช้ในไลน์การผลิตแล้ว เช่น เครื่องปอกกุ้ง, เครื่องหั่นปลาทูน่าแทนแรงงานคนบางส่วน
“เรามีคนที่อยู่ในกระบวนการผลิตมหาศาลกว่า 30,000 คน เพราะเราเป็นผู้ผลิตทูน่าอันดับต้นๆ ของโลก คนคือทรัพยากรที่สำคัญ ถามว่าเราต้องใช้คนขนาดนี้เพื่อผลิตปลากระป๋องด้วยหรือ ขณะที่โรงงานไก่เขาผลิตเป็นล้านตัวส่งเข้าสายพานเลยใช้คนน้อยมาก หรือโรงงงานของเราที่นอรเวย์ก็ใช้คนน้อยมาก อันนี้คืออีกหนึ่งโปรเจ็กต์ที่ใหญ่มาก ในการเอาระบบ Automation ชั้นสูงมากมาเปลี่ยน ธุรกิจฝั่งโรงงานนี่คนงานเปลี่ยนตลอด เทิร์นโอเวอร์สูงมาก เพราะไม่มีใครที่อยากยืน 8 ชั่วโมงเพื่อมาขูดปลา ถ้ามีทางเลือกเขาก็อยากจะเปลี่ยนงานที่มีสกิลสูงขึ้นอยู่แล้ว งานบางอย่างควรจะใช้เครื่องจักร แต่วันนี้ยังไม่มีเลยต้องมาใช้คน และต้องใช้คนจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะคนไทยไม่ทำแล้ว
เราก็มองว่าน่าจะเอาเครื่องจักรมาทดแทนส่วนนี้ได้ อย่าลืมว่าถ้าอีก 10 ปีข้างหน้าคนกลุ่มนี้กลับบ้านเราแย่เลย เรามีเครื่องแร่ปลาที่เร็วขึ้นมาใช้งานแล้ว ตอนนี้เรามีเวอร์ชั่นใหม่ ที่เป็น Fully Automate ในอนาคตเราควรจะลดคนที่ไม่มีสกิลออกทั้งหมดได้ เช่น คนขูดปลา แต่เราจะเพิ่มคนที่อัพสกิล เช่น คนที่เป็นโอเปอเรเตอร์ เราจะใช้คนที่มีสกิลมากขึ้น”
เป้าหมายในระยะยาวของไทยยูเนี่ยนนั้น ยังคงเน้นที่จะพัฒนาสินค้าในกลุ่มนวัตกรรมออกมาเสริมทัพมากขึ้นผ่าน GIC และยังเป็น Corporate Venture Capital ที่เน้นการลงทุนในสตาร์ทอัพทั่วโลก เพื่อมาต่อยอดองค์กรและสร้างระบบนิเวศให้เป็น Food Tech
ที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยนมีการลงทุนในสตาร์ทอัพ ฟู้ดเทค Food Tech ไปกว่าสิบล้านเหรียญแล้ว อาทิ ลงทุนใน BlueNalu ผู้ผลิตโปรตีนอาหารทะเลจากการเพาะเลี้ยงเซลล์, Aleph Farms ผู้ผลิตโปรตีนจากการเพาะเลี้ยงเซลล์, Orgafood ผู้ผลิตอาหารสุนัขจากโปรตีนแมลง
“ในเรื่องของนวัตกรรม คงเคยได้ยินที่เจอรัลด์ ฟอร์ดพูดไว้เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ตอนที่ผู้บริโภคต้องการม้าที่วิ่งเร็วขึ้น แต่เจอรัลด์ ฟอร์ดมองม้าที่วิ่งเร็วขึ้น คือยานยนต์ แทนที่จะมุ่งพัฒนาสายพันธุ์ม้าให้วิ่งเร็วหรือตัดต่อม้าให้มี 6 ขา
กลับมาที่อุตสาหกรรมอาหาร ถ้าผู้บริโภคบอกว่า ฉันต้องการอาหารที่อร่อย มีคุณค่า ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อันนี้ก็คือความต้องการม้าที่วิ่งเร็วขึ้น แต่เราจะตีโจทย์อย่างไร เราจะสร้างนวัตกรรมอะไร ทุกคนรู้หมดว่าอาหารที่ดี คือ Healthy ราคาจับต้องได้ อร่อย แต่เราต้องมองให้ออกว่ามันคืออะไร วันนี้เราก็ยังทำปลากระป๋องอยู่ ธุรกิจของเราในอนาคตเราจะสร้างยานยนต์หรือว่าเราจะทำม้า 6 ขา ตรงนี้ต้องใช้คนที่เก่ง และต้องทีโจทย์ให้แตกว่าอะไรคือความต้องการของผู้บริโภค และเราจะแก้โจทย์นั้นอย่างไร”
