ธุรกิจโลจิสติกส์ยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซที่เติบโตขึ้นอยากมาก จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในช่วงของการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 ทำให้คุ้นชินกับการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ทั้งนี้ทำให้มีผู้เล่นทั้งในและนอกอุตสาหกรรมอย่าง Tech Company ต่างก็ให้ความสนใจกับตลาดนี้
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มองว่าตลาด B2C นั้นไม่ต่างกับตลาดสื่อสาร (Telecom) ที่หากมีผู้เล่นจำนวนมากราย อาจส่งผลเสียต่อธุรกิจในอุตสหกรรมนี้ เพราะตลาดนี้ใช้ต้นทุนสูงมากเพื่อความครอบคลุม และตลาดนี้มีปัจจัยจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกำลังซื้อของคน ดังนั้นหากคนมีปัญหา จำนวนชิ้นของก็น้อยลง แต่ต้นทุน fix cost ยังมีอยู่ ซึ่งธุรกิจไม่สามารถปฎิเสธการส่งได้ ดังนั้นความท้าทายของไปรษณีย์ไทยจึงหมายถึง การดำเนินธุรกิจอย่างไรให้รายได้ครอบคลุมถึงส่วนนี้
“กลยุทธ์ของไปรษณีย์ และของประเทศไทย เราพูดเสมอว่าเราอยากเป็นฮับของภูมิภาค CLMV ที่มีประชากรรวมกันแล้วมากกว่า 3 ร้อยล้านคน ดังนั้นการสร้างความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงโครงข่าย จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้เรามีอำนาจต่อรองด้านระบบขนส่ง (Logistic) กับกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์สจากต่างประเทศที่จะเข้ามา เพราะถ้าเรามีโครงข่ายที่เข้มแข้ง สุดท้ายแล้วเค้าก็จะเลือกใช้บริการเรา แทนการลงทุนสร้างระบบขนส่งขึ้นมาใหม่” ดร.ดนันท์ กล่าว
เพื่อเป็นการยกระดับการขนส่งและโจจิสติกส์ในปี 2566 ให้สามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจทุกระดับ รวมถึงทั่วโลกได้มากขึ้น ไปรษณีย์ไทยจึงได้ปรับบทบาทองค์กรด้วยการเป็น “ผู้ให้บริการไปรษณีย์และโลจิสติกส์ครบวงจร – ยั่งยืน ตามมาตรฐานสากลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล” พร้อมมุ่งสร้างปรากฏการณ์การดำเนินงานด้วยการเป็น “โซลูชัน” ที่สำคัญสำหรับทุกภาคส่วน ดังนี้
• โซลูชัน Global Cross Border Service ด้วยบริการขนส่ง และโลจิสติกส์แบบครบวงจร
โดยมุ่งเชื่อมโยงธุรกิจไทยไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก จะมีบริการรองรับทั้งคลังสินค้า Fulfillment ระหว่างประเทศบนพื้นที่เขตปลอดอากรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ พัฒนาโครงการคลังสินค้าบริการระหว่างประเทศ (Bonded Warehouse) บริการอื่นๆ เช่น EMS World ePacket ระหว่างประเทศ การลดขั้นตอนที่ผู้ประกอบการไม่ต้องดำเนินการด้วยตนเอง เช่น พิธีทางศุลกากร พร้อมทั้งการดึงพันธมิตรระดับโลก เช่น อีเบย์ อะเมซอน มาเป็นช่องทางค้าขายให้กับอีคอมเมิร์ซไทย รวมถึงใช้ประโยชน์จากเครือข่ายทั้งทางภาคพื้น ระบบราง เรือ และอากาศ เชื่อมต่อกับทุกกลุ่มธุรกิจ
จึงเป็นที่มาของการเดินหน้าสร้างความร่วมมือทางด้านขนส่งกับรัฐวิสาหกิจไปรษณีย์ลาว (Entreprise des Postes Lao : ปนล) เพื่อกระตุ้นให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศมีความคึกคัก รวมถึงขยายตลาดสินค้าประเภทต่างๆ ไปสู่หัวเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพของทั้ง 2 หน่วยงาน
ด้วยแนวทางที่สำคัญได้แก่ ด้านความร่วมมือเส้นทางขนส่ง ถึงความเป็นไปได้ในการขนส่งทางราง และทางภาคพื้นในเส้นทางลาว – คุนหมิง เพื่อรองรับการขนส่งข้ามแดนที่รวดเร็ว เช่น สินค้าทางการเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค จากไทยผ่านลาวไปถึงจีน และต้นทางจีนผ่านลาวมายังไทย ด้านการขายสินค้า - อีคอมเมิร์ซ ด้วยการนำสินค้าท้องถิ่นของ สปป.ลาว มาจำหน่ายบนเว็บไซต์ thailandpostmart.com ของไปรษณีย์ไทย ด้านการบริการการเงิน ทั้ง 2 หน่วยงานได้เตรียมพัฒนาบริการการเงินในรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เช่น การจ่ายเงินผ่านแอปลิเคชันหรือ eWallet และบริการจ่ายเงินปลายทาง (COD) ระหว่างประเทศ ซึ่งจะทำให้สะดวกต่อการค้าขายกับผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ซื้อ และส่งเสริมให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตได้เร็วขึ้นกับทั้ง 2 ประเทศ
“ทุกวันนี้คนลาวที่อยู่ในเมืองไทยประมาณ 5 แสนคน หลายคนมีปัญหากับการเข้าถึงระบบการบริการทางการเงิน และต้องใช้บริการนายหน้านอกระบบที่มีการเก็บค่าใช้จ่ายอีกทอดนึงในการส่งเงินหรือโอนเงินข้ามกลับไปยังประเทศลาว เราจึงมองเห็นโอกาสในเรื่องของการให้บริการทางการเงิน เพราะทั้งไปรษณีย์ไทยและไปรษณีย์ลาวต่างก็มีสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศอยู่แล้ว” ดังนั้นการเชื่อม competency ด้านต่างๆ ของแต่ละฝ่าย จึงเป็นผลดีในการขยายขอบเขตการบริการที่กว้างขึ้น

• โซลูชันด้านการขนส่งด้วยดาต้า
ผ่านการนำข้อมูลที่ไหลเวียนทั้งหมดในองค์กรมาใช้สร้างและเสริมศักยภาพของบริการ ซึ่งจะมีปรากฏการณ์ที่สำคัญ เช่น การพัฒนาระบบจัดการด้านเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร (Prompt Post) บริการประทับรับรองเวลาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Timestamp) บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (KYC) การใช้พื้นที่คลังไปรษณีย์ที่มีอยู่ทั่วประเทศเปิดเป็นพื้นที่ให้บริการ Fulfillment ระดับจังหวัด ระบบหลังบ้านที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งสินค้าที่รวดเร็วและมีมาตรฐาน การเป็นตัวแทนขายสินค้าให้กับธุรกิจค้าปลีก / รับชำระค่าบริการต่าง ๆ ถึงหน้าบ้าน การพัฒนาระบบ CRM และ Big Data เพื่อรวบรวมข้อมูลของลูกค้าในทุกมิติและนำมาวิเคราะห์ จัดกลุ่ม และนำเสนอสินค้า/บริการความต้องการลูกค้าแต่ละกลุ่ม การขยาย “ทีมขาย ทีมขน และทีมแคร์” ดูแลให้คำปรึกษาตั้งแต่เรื่องการใช้ระบบขนส่งที่เหมาะสม ราคา การออกแบบบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการทำการตลาดบนแพลตฟอร์มของไปรษณีย์ไทย
• โซลูชันด้านการขนส่งที่สร้างความพึงพอใจในระดับสูงสุดด้วยมาตรการ “Zero Complain”
ลดข้อร้องเรียนต่าง ๆ เช่น พัสดุสูญหาย คอมเม้นท์บนโซเชียลมีเดียให้เป็นศูนย์และเพิ่มศักยภาพในส่วนที่มีความได้เปรียบให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งกว่าเดิม เช่น เครือข่ายที่ครอบคลุมมากกว่า 20,000 แห่ง ทั้งจาก เครือข่ายประเภทตัวแทน จุด EMS Point ผู้ให้บริการขนส่งรายใหญ่ในตลาด ซึ่งจะทำให้การฝากส่งสิ่งของมีความสะดวกทุกพื้นที่ การนำจ่ายที่มีความรวดเร็ว แม่นยำด้วยระบบ Cross Navigate Networking ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะดูแลพัสดุทุกชิ้นให้เดินทางไปถึงปลายทางด้วยความปลอดภัย
“เรามีทีมดู After Sale เราจะเป็นปีแห่ง Zero Complaint ที่ไม่ใช่ไม่มีการติ แต่เมื่อเกิดการติเราจะมีคนคอยติดตามอยู่ในทุกช่องทางที่เรามี เพื่อแก้ไขปัญหาให้เราที่สุด ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เรามีการควบคุมคุณภาพให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้การจัดส่งของเราคือ Day+1 สิ่งของรีเทิร์นน้อยลงเรื่อย ของที่เคลมก็เช่นเดียวกัน ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 6 พันชิ้น จากจำนวนชิ้นงาน 2,000 กว่าล้านชิ้นต่อปี ซึ่งน้อยกว่า 1% เรียกได้ว่า “Worry free”
• โซลูชันเสริมแกร่งเครือข่าย “พันธมิตรธุรกิจไปรษณีย์ไทย”
เป็นการนำจุดแข็งที่มีขององค์กรเข้าไปสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรพันธมิตรในรูปแบบเศรษฐกิจแบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็น FUZE POST ที่จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ JWD และ FLASH ให้บริการขนส่งควบคุมอุณหภูมิ กลุ่มที่อยู่อาศัยที่ร่วมมือกับ AP เชื่อมต่อระบบของไปรษณีย์ไทย เรียกและนัดหมายให้เข้าไปรับพัสดุ และพร้อมต่อยอดไปเครืออสังหาริมทรัพย์อื่น การเชื่อมโยง Rider Services กับผู้ให้บริการ Robinhood และในอนาคตกับรายอื่น ๆเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ และขยายช่องทางการส่งสินค้าของไปรษณีย์ไทย ความร่วมมือแพลตฟอร์ม Telemedicine ในการจัดส่งยารักษาโรค สถาบันการเงินกับการมอบสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง รวมถึงยังมีแผนดำเนินธุรกิจในอีกหลายสาขา เพื่อให้ทุกอุตสาหกรรมใช้ประโยชน์จากไปรษณีย์ไทยได้อย่างเต็มที่

สร้างชิ้นงานของตัวเอง เลี่ยงเกมราคา
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อธุรกิจโลจิสติกส์ ประกอบด้วย 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่กำลังซื้อหรือจำนวนชิ้นงาน และการเล่นเรื่องราคา ซึ่งไปรษณีย์ไทยพยายามที่จะไม่เข้าไปอยู่ในเกมราคา ดังนั้นการสร้างจำนวนชิ้นงานให้ได้มากที่สุดจึงเป็นทางออก
“เราอาจไม่ใช่ผู้ให้บริการที่ราคาถูกที่สุด แต่เราจะส่งมอบอย่างมีคุณค่า “Deliver Value” เพื่อความคุ้มค่ากับสิ่งที่ลูกค้าจ่าย นี่คือกลยุทธ์หลักในปัจจุบันที่เรากำลังทำ คือเน้นเรื่องคุณค่า คุณภาพ ไม่ทิ้งงาน ปัญหาของพัง ของหายแทบจะไม่มี เขียนที่อยู่ไม่ครบเราก็ส่งได้ นี่คือความสามารถที่เรามี และเราให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นจุดแข็งที่ประชาชนมองเห็น” ดร.ดนันท์ กล่าว
ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของโปรษณีย์ไทยแบ่งเป็น กลุ่มบริการขนส่งและโลจิสติกส์ 47.62 % กลุ่มไปรษณียภัณฑ์ 31.26 % กลุ่มบริการระหว่างประเทศ 15.94 % กลุ่มธุรกิจการเงิน 1.78% กลุ่มธุรกิจค้าปลีก 2.78% และกลุ่มธุรกิจอื่นๆ 0.66 %
เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจ สิ่งที่ไปรษณีย์ไทยตั้งใจคือการใช้จุดแข็งด้านออฟไลน์สร้างชิ้นงาน โดยการใช้ออฟไลน์เน็ตเวิร์คในการสร้างชิ้นงานให้ตัวเอง นั่นจะเป็นช่องทางการเติบโตทีแข็งแกร่งที่สุด เพราะชิ้นงานของ ThailandPostMart คือชิ้นงานที่ธุรกิจสร้างขึ้นมาเอง เพราะอะไรที่เกิดจากรูปแบบอื่น วันนี้เค้าส่งกับเรา วันหน้าเค้าก็ส่งกับคนอื่นได้ ดังนั้นออร์แกนิกทราฟิกจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ThailandPostMart เปรียบเสมือน Virtual Mall ของไปรษณีย์ไทย ที่มีช่องทางการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ได้แก่เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ที่ทำการไปรษณีย์ รวมถึงบุรุษไปรษณีย์ ทุกแชแนลรวมกันสร้างรายได้ต่อปีมากถึง 500 ล้านบาท ในอนาคตถ้าเรามองตัวเองเป็นช่องทาง (Chanel) แน่นอนว่าจะมีสินค้าอีกมากมายๆ และหลากหลายมากๆ ไม่เพียงแต่ของที่เป็นของ ThailandPostMart และช่องทางของเรานั้นสามารถเข้าถึงคนได้มนทุกพื้นที่
“เรารู้ว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราอยู่ที่ไหนบ้าง และเราก็รู้จักเค้าด้วย ดังนั้นการที่ช่องนี้จะส่งของให้ถูกกลุ่มเป้าหมาย ตรงตามความต้องการนั้น จึงทำได้อย่างแม่นยำ เรารู้ว่ามันมีความต้องการสินค้าประเภทไหน อยู่ในพื้นที่อะไร อย่างการทดลองกับข้าวเกรียบ ในพื้นที่ที่เป็นไศตืงานก่อสร้าง เพราะเราพบจากการเข้าไปส่งของว่าคนในพื้นที่นิยมทานขนมขบเคี้ยวที่อยู่ท้อง พอพกไปก็ขายหมด
การ Explore พาร์ทเนอร์ แต่ละคนเค้าก็มีดีของเค้า ซึ่งสินค้าแต่ละอย่างเค้าจะมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ซึ่งเรารู้ว่าคนประเภทนี้อยู่ตรงไหน ดังนั้นของที่เราต้องการมอบให้เค้า เราก็จะส่งสินค้านั้นไปให้ถึงเค้า เพื่อโอกาสคอนเวิสในการซื้อ แทนที่จะรอคนซื้อเดินมาหา ไม่เหมือนขายตรง “เราเอาสิ่งที่เค้าต้องการไปให้ จากสิ่งที่เรารู้ว่าเค้าจะต้องการบุรุษไปรษณีย์เอาไปถาม แต่เราไม่ได้ขาย เพราะถ้าเราขายของ Positioning ของเราจะเปลี่ยนไป เรานำสินค้าเข้าไปนำเสนอผ่านบรุษไปรษณีย์ที่รู้ใจเอาไปให้ เค้าไม่เอาคือไม่เอา” ดร. ดนันท์ย้ำ
นอกเหนือจากการสร้างรายได้จากกลุ่มดังกล่าวแล้ว ไปรษณีย์ยังมีแผนในการแสวงหารายได้จากน่านน้ำใหม่ทางธุรกิจ ซึ่งเป็น New S- Curve ขององค์กร ทั้งการเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจไปรษณียภัณฑ์เดิม เช่น แสตมป์ NFT บริการจัดส่งสื่อโฆษณาทางไปรษณีย์ หรือ Advertising Mail ที่สามารถจัดส่งสิ่งพิมพ์โฆษณา หรือสินค้าตัวอย่าง ให้แก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ในรูปแบบ Direct Mail บริการ e-Timestamp ประทับรับรองเวลาอิเล็กทรอนิกส์ โดยปัจจุบันมีลูกค้า เช่น หน่วยงานภาครัฐ โรงพยาบาล สถานศึกษา เป็นต้น