ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันในตลาดขนส่งที่รุนแรง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไปรษณีย์ไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่อยู่คู่สังคมไทยมานานกว่าแปดทศวรรษ กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ องค์กรกำลังขยับจากบทบาทผู้ให้บริการส่งจดหมายแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นโครงข่ายโลจิสติกส์และดิจิทัลที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงประชาชน ภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจของประเทศเข้าด้วยกันในรูปแบบที่หลากหลายและซับซ้อนขึ้น
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เผยว่า “ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม–กันยายน) ไปรษณีย์ไทยมีรายได้รวม 16,860.73 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 7,990.28 ล้านบาท คิดเป็น 47.39% ของรายได้ทั้งหมด และนับว่าขยายตัว 8.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ตัวเลขนี้สะท้อนการเติบโตของกิจกรรมขนส่งและความเชื่อมั่นในบริการขององค์กร”
แม้ในเวลาเดียวกันจะมีปัจจัยภายนอกจำนวนมากที่กดทับต้นทุนหรือสร้างแรงเสียดทานต่อการเติบโต โดยเฉพาะรายได้ระหว่างประเทศที่ลดลงถึงราว 10% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท จากผลของนโยบายภาษีของทรัมป์ที่กระทบการขนส่งข้ามพรมแดน แต่ถึงอย่างนั้น การเติบโตของธุรกิจด้านอื่นก็ยังช่วยชดเชยให้ภาพรวมรายได้ยังคงขยายตัวประมาณ 7%
ด้านคุณภาพบริการ ไปรษณีย์ไทยมีการปรับปรุงเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง โดยมาตรฐานการนำจ่าย EMS ภายในประเทศในปี 2567 อยู่ที่ 96.21% เพิ่มขึ้นจาก 91.93% ในปี 2566 อัตราการเคลมลดลงแม้ปริมาณงานเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าการบริหารจัดการคุณภาพเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น
ขณะที่ผลสำรวจภาพลักษณ์แบรนด์ในปี 2568 พบว่า คะแนนความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นเป็น 93.92% (จาก 91.8% ในปี 2567) และคะแนนความไว้วางใจเพิ่มขึ้นเป็น 98.26% (จาก 96.1%) ตัวเลขทั้งสองด้านมีการปรับดีขึ้นพร้อมกัน สะท้อนความพยายามแก้ไขข้อบกพร่องและยกระดับการให้บริการ แม้ตลาดอีคอมเมิร์ซจะเป็นตลาดที่ปรับเปลี่ยนเร็วและสร้างแรงกดดันต่อผู้ให้บริการขนส่งอย่างต่อเนื่องก็ตาม
โครงสร้างลูกค้าของไปรษณีย์ไทยส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ใช้ทั่วไปที่ส่งของตามความจำเป็น ซึ่งเป็นตลาดที่ไม่เติบโตเท่ากับตลาดซื้อขายออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งจาก Social Commerce แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติ TikTok และแม้แต่การซื้อสินค้าในรูปแบบใหม่ๆ เช่นการซื้อผ่านระบบสนทนาอย่าง ChatGPT สิ่งเหล่านี้ทำให้รูปแบบการขนส่งและความคาดหวังของผู้บริโภคเปลี่ยนไปเร็วกว่าที่เคย
อีกทั้งยังมีปัจจัยต้นทุนบางส่วนที่ควบคุมไม่ได้ รวมถึงการแข่งขันจากแพลตฟอร์มต่างชาติที่มีระบบโลจิสติกส์ของตนเองและกำหนดมาตรฐานการขนส่งให้ผู้ขายในระบบต้องปฏิบัติตาม ทำให้ผู้ให้บริการภายนอกอย่างไปรษณีย์ไทยมีพื้นที่ในการแข่งขันที่จำกัดลง

เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันดังกล่าว องค์กรเริ่มเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น “ผู้ขนส่ง” ไปสู่การเป็น “เน็ตเวิร์ก” ที่รวมทั้งงานขนส่ง ข้อมูล และบริการดิจิทัล โดยการขนส่งกลายเป็นเพียงหนึ่งส่วนของโครงสร้างการให้บริการขนาดใหญ่กว่า ไปรษณีย์ไทยกำลังพัฒนา digital overlay และมุ่งไปสู่บทบาทด้าน Information Logistics ซึ่งเป็นทิศทางใหม่ขององค์กรไปรษณีย์ในหลายประเทศที่งานจดหมายลดลงแต่ข้อมูลดิจิทัลกลายเป็นทรัพยากรสำคัญ
การขับเคลื่อนด้วยแนวคิด Sustainovation ซึ่งหมายถึงการใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างความยั่งยืน จึงถูกวางเป็นแกนยุทธศาสตร์สำคัญในช่วงปลายปีนี้และปี 2569 โดยเน้นทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดระบบหลังบ้าน และสร้างพอร์ตธุรกิจใหม่ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการวางบทบาทไปรษณีย์ไทยในฐานะ Tech Post
เทคโนโลยีและ AI ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง เช่น การวางแผนเส้นทางนำจ่ายด้วย AI เพื่อลดเวลาและข้อผิดพลาด การวิเคราะห์ความต้องการเพื่อบริหารสต็อกสินค้าในคลัง การพัฒนา Chatbot และระบบตอบรับอัจฉริยะให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงแผนพัฒนา Super App ที่รวบรวมบริการขนส่ง การเงิน และอีคอมเมิร์ซไว้ในระบบเดียว
ในส่วนบริการสำหรับลูกค้า มีการเปิดให้ติดตามพัสดุผ่าน ChatGPT และเตรียมเปิดตัว AI Chatbot “พี่ไปร AI” ซึ่งจะรับบทเป็นบุรุษไปรษณีย์เสมือนที่ให้ข้อมูลได้โดยไม่ต้องติดต่อคอลเซ็นเตอร์ ส่วนด้านการทำงานภายใน มีระบบ AI ชื่อ “น้องณีย์” ที่ช่วยพนักงานเข้าถึงกฎระเบียบและองค์ความรู้ขององค์กรเพื่อประสิทธิภาพงานที่ดีขึ้น
บริการดิจิทัลใหม่ เช่น Super App ภายใต้ชื่อ T-point ซึ่งรวมแอปกว่า 5 ตัวเดิมเข้าด้วยกัน พร้อมความสามารถสแกนเลขพัสดุด้วย AI ติดตามพัสดุแบบเรียลไทม์บนแผนที่ และจัดการที่อยู่จัดส่งด้วยตนเอง คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในไตรมาส 1 ปี 2569 ควบคู่กับการใช้ Delivery ID แบบ 6 หลักเป็นรหัสกลางในระบบไปรษณีย์
พร้อมการเปิดใช้งาน Prompt Post เวอร์ชัน 3.0 ซึ่งเป็นระบบตู้ไปรษณีย์ดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาบริการดิจิทัลอื่น เช่น Digital Postbox Passport Tracking Prompt Pass ที่เชื่อมข้อมูลกับภาครัฐ และ Prompt Vote ระบบลงคะแนนออนไลน์ที่เน้นความง่าย ความปลอดภัย และการบันทึกข้อมูลที่เชื่อถือได้
ไปรษณีย์ไทยยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างสนับสนุนอย่าง Postman Cloud เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากพื้นที่ การเก็บข้อมูล การสำรวจทรัพย์ และความต้องการของธุรกิจในระดับท้องถิ่น รวมถึงการเพิ่มกำลังบุคลากร เช่น การใช้ผู้เกษียณที่มีประสบการณ์และความคุ้นเคยในพื้นที่ พร้อมทั้งนำข้อมูลเหล่านี้เข้าสู่ระบบวิเคราะห์ผ่านไอที ซอฟต์แวร์ และ AI เพื่อสร้างประโยชน์เชิงข้อมูลในระดับกว้างมากขึ้น
ในด้านการลงทุน องค์กรได้ใช้เงินกว่า 1,500 ล้านบาทในปีนี้สำหรับเทคโนโลยี และมีแผนตั้งบริษัทร่วมทุนด้านเทคโนโลยี (JV Engine) เพื่อสร้างเครื่องมือขับเคลื่อนองค์กรในระยะยาว โดยเน้นการเข้าถือหุ้นในธุรกิจที่มีอยู่แล้วมากกว่าการเริ่มต้นใหม่
โดยโมเดลธุรกิจมีลักษณะคล้ายบริษัทเทคโนโลยีของสถาบันการเงิน เช่น Infinitus ของธนาคารกรุงไทย โดยจะเริ่มจากการสนับสนุนระบบภายใน เช่น Super App ระบบคัดแยกอัตโนมัติ OCR หรือ Image Processing และต่อยอดไปสู่การขายบริการเทคโนโลยีให้หน่วยงานอื่นในอนาคต คาดว่าจะมีความคืบหน้าชัดเจนในปี 2569
ในระดับภูมิภาค ไปรษณีย์ไทยมีความร่วมมือกับ สปป.ลาว ในบริการด้านการเงิน การโอนเงินข้ามประเทศ การขยายบริการเก็บเงินปลายทาง (COD) จากไทยไปลาว และการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน เนื่องจากไทยมีความพร้อมด้านองค์ความรู้และระบบการฝึกอบรม

จาก ‘ส่งจดหมาย’ สู่การวางตำแหน่งไปรษณีย์ไทยเป็น Tech Post อย่างเต็มรูปแบบ โดยวางโซลูชันหลักเพื่อตอบรับกับยุทธศาสตร์ ได้ดังนี้
- การขับเคลื่อนองค์กรด้วย AI โดยปัจจุบันมีการศึกษาและทดลองการนำ AI มาใช้ทั้งการวางแผนเส้นทางนำจ่ายที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดข้อผิดพลาด ลดเวลาในการทำงาน และประหยัดพลังงานที่ใช้ในการนำจ่าย การบริหารจัดการคลังสินค้าที่จะมีการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของลูกค้า เพื่อจัดการสต็อกสินค้าในคลังได้อย่างแม่นยำ
- การพัฒนา Chatbot และระบบตอบรับอัจฉริยะเพื่อให้บริการข้อมูลและแก้ไขปัญหาเบื้องต้นแก่ผู้ใช้บริการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งพัฒนา Super App ที่รวบรวมบริการขนส่ง การเงิน และอีคอมเมิร์ซไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้แก่ผู้ใช้บริการ
- การเร่งพัฒนาบริการ D/ID เพื่อกระตุ้นโครงสร้างพื้นฐานด้านความเชื่อมั่นและความเป็นส่วนตัวโดยที่ยังคงความสะดวกในการรับ-ส่งพัสดุ รวมถึงเป็นรหัสกลางที่จะทำให้การทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐ อีคอมเมิร์ซ และเอกชนเชื่อมโยงกันได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมแพลตฟอร์ม การชำระเงิน COD การคืนพัสดุ หรือการตรวจสอบสถานะ และทำให้ไปรษณีย์ไทยรองรับงานต่อวันได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุน
- ยกระดับบริการ Prompt Post โดยพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Digital Postbox บริการตู้ไปรษณีย์ดิจิทัลส่วนบุคคลPassport Tracking บริการติดตามสถานะหนังสือเดินทาง Prompt Pass ระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมออนไลน์ และ Prompt Voteระบบการลงคะแนนเสียงออนไลน์รูปแบบใหม่ที่ใช้งานง่าย ปลอดภัย และมีระบบบันทึกผลที่น่าเชื่อถือ
- การเพิ่มประสิทธิภาพของ Postman Cloud ที่เอื้อต่อทั้งภาคเศรษฐกิจ และภาคธุรกิจ ผ่านการขยายกำลังคนในแต่ละพื้นที่ เช่นกลุ่มบุคลากรวัยเกษียณที่ยังคงมีความเชี่ยวชาญและความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในพื้นที่ เพื่อรองรับดีมานด์การเก็บข้อมูลและสำรวจทรัพย์ การเชื่อมโยงความต้องการของธุรกิจและลูกค้า รวมถึงการพัฒนาระบบไอที เอไอ ซอฟต์แวร์เพื่อนำมาวิเคราะห์และประมวลผลจากการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ชุดข้อมูลมีประสิทธิภาพและเกิดการนำไปใช้ในวงกว้าง

ดร.ดนันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในช่วงปลายปีนี้และในปี 2569 Sustainnovation เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญขององค์กร ที่จะนำความยั่งยืนมาสู่การเติบโตในระยะยาว โดยเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเข้ามาพัฒนา โดยโมเดลนี้สะท้อนทิศทางขององค์กรยุคใหม่ทั่วโลกที่ไม่ได้มุ่งสร้างการเติบโต เพียงด้านรายได้ แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน ธุรกิจ และระบบขนส่งของประเทศให้ทันกับพฤติกรรมยุคดิจิทัล”
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของรายได้ การยกระดับคุณภาพบริการ การลงทุนด้านเทคโนโลยี และการเตรียมเปิดตัว Super App ในปี 2569 สะท้อนว่าบทบาทขององค์กรไม่ได้จำกัดอยู่ที่การรักษาส่วนแบ่งตลาดเดิม แต่กำลังวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อทำหน้าที่เป็นเครือข่ายกลางของข้อมูลและโลจิสติกส์
แม้มีการปรับตัวหลายด้าน แต่ตลาดอีคอมเมิร์ซยังเป็นสนามการแข่งขันที่ท้าทายอย่างมาแพลตฟอร์มต่างชาติที่มีระบบโลจิสติกส์เป็นของตนเองมักเป็นผู้กำหนดมาตรฐานการจัดส่ง ทำให้ผู้ขายมีพื้นที่เลือกใช้งานบริการจากภายนอกน้อยลง ส่งผลต่อโอกาสการแข่งขันของไปรษณีย์ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อโลกเริ่มเข้าสู่ยุคที่การส่งจดหมายลดลงอย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ไปรษณีย์หลายประเทศเลือกปรับตัวให้เข้ากับยุคและการแข่งขันเชิงแพลตฟอร์มทวีความเข้มข้นทุกปี บทบาทใหม่ของไปรษณีย์ไทยจึงไม่ใช่แค่รักษาฐานตลาดเดิม แต่คือการวางโครงสร้างข้อมูลและโลจิสติกส์ระดับประเทศท่ามกลางการแข่งขันเชิงแพลตฟอร์ม