ปีที่ผ่านมา กรุงศรีมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติจำนวน 30,713 ล้านบาท จัดอยู่ในอันดับที่ 4 ของธนาคารที่มีผลประกอบการสูงที่สุดในปี 2565 ดังนั้นปี 2566 จึงถือเป็นปีที่ท้าทายมากสำหรับ เซอิจิโระ อาคิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) ในการนำพากรุงศรีไปข้างหน้าให้ไกลกว่าเดิม
โดยกรุงศรีมีตัวเลขผลประกอบการโดยรวมเติบโตสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 โดยตลาดสินเชื่อรวมมีการเติบโต 3.1% มีส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM : Net Interest Margin) 3.45% มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายดําเนินงานต่อรายได้รวม (Cost to Income Ratio) 43.8% และมีอัตราส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) 2.32%
เซอิจิโระ กล่าวว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ในปีนี้กรุงศรีวาง Roadmap สำคัญไว้ 4 เรื่อง คือ
1. การยกระดับฐานะของกรุงศรีในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Business & Corporate-Development)
2. การสร้างระบบนิเวศ และการร่วมเป็นพันธมิตร (Ecosystem & Partnership)
3. ยกระดับสถานะของกรุงศรีในด้านความยั่งยืน (ESG)
4. สร้างการเติบโตทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม (Digital & Innovation)
ไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร กล่าวเสริมว่า ภูมิภาคอาเซียนคือโอกาสสู่อนาคตตี่ยั่งยืนของกรุงศรี ซึ่งเป็นเหตุผลที่ธนาคารต้อง Diversify ตัวเองไปที่อาเซียนพร้อมกับลูกค้า
“ความเข้มข้นในตลาดอาเซียน เราทำมาร่วมสิบปีแล้ว ตอนนี้กรุงศรีมีเน็ตเวิร์คที่เข้มแข็งมาก ตอนนี้เราเข้าไปที่ลาว กัมพูชา เมียนมา เรามีสาขาอยู่ที่มาเลเซีย สิงคโปร์ ปัจุบันเรากำลังเน้นประเทศที่มีประชากรขนาดใหญ่ เช่น เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย ตรงนี้จะเป็นตัวเร่งทำให้ขายไปอาเซียนได้เร็วขึ้น
ที่สำคัญเราไม่ได้แค่เข้าไปทำธุรกิจอย่างเดียว เราตั้งใจเข้าไปเชื่อมโยงลูกค้าในไทยและอาเซียน คือเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ, พยายามเชื่อมต่อเรื่องของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีทางธุรกิจซึ่งเริ่มทำไปแล้ว 5 ประเทศ คือญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย, กัมพูชา, สิงคโปร์, มาเลเซีย และในปีนี้จะมีเพิ่มอีก 4 ประเทศ คือฮ่องกง, อินเดีย, เวียดนาม, ลาว ซึ่งจะทำให้กรุงศรี เพิ่มรายสุทธิจากอาเซียนเป็น 10% ในปีนี้ จากเดิมที่มีสัดส่วนอยู่ 6%”
ในส่วนของ Ecosystem & Partnership ในช่วง 2 ปีแรกของแผนธุรกิจระยะกลางฉบับปัจจุบัน กรุงศรีได้ยกระดับโครงข่ายอาเซียนอย่างแข็งแกร่งด้วยการขยายกิจการในต่างประเทศทั้งในประเทศฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ขณะที่ธุรกิจในประเทศกัมพูชา และสปป.ลาว ก็ยังสามารถรักษาระดับการเติบโตได้ดี ส่งผลให้กรุงศรีสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 150,000 ราย
นอกจากนี้ กรุงศรียังได้ขยายกิจการไปทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่องผ่านความร่วมมือทางธุรกิจกับ SB Finance ประเทศฟิลิปปินส์ และ SHB Finance ในประเทศเวียดนาม ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงในประเทศอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง สถานะของ Hattha Bank ในประเทศกัมพูชาเองก็มีการยกระดับขึ้นสู่การเป็นธนาคารพาณิชย์

ไพโรจน์ อธิบายว่า จุดแข็งของกรุงศรีในตลาดอาเซียนมี 3 ด้านหลักๆ คือ
1. การขยายตัวออกไปอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ได้แค่ตั้งสาขา แต่ไปทำธุรกิจจริงๆ ทั้งฝั่งรีเทลและคอร์ปอ เรทโดยเริ่มจากคอนซูเมอร์ ไฟแนนซ์ ที่ตลาดเมืองไทยกรุงศรีแข็งแรงมาก
2. การมีพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งมาก มีความเข้าใจในตลาดท้องถิ่น
3. เน็ตเวิร์คหรือความเชื่อมโยงในอาเซียน ทั้งในเรื่องการโอนเงิน, การชำระเงิน, การให้ความช่วยเหลือให้คำปรึกษาภาคธุรกิจของไทยที่จะออกไปในภูมิภาค
ส่วนแผนงานยกระดับสถานะของกรุงศรีในด้านความยั่งยืน ทางกรุงศรีวางเป้าเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ไว้คือ ปี 2030 จะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในองค์กร และขยายลงไปทุกบริการของธนาคารในปี 2050
การขยับความสำคัญเรื่อง ESG ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ในครั้งนี้ ทางกรุงศรีจะมุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์ทั้ง ในฝั่ง Commercial และ Retail & Consumer ผ่าน 4 มาตรการ คือ
-ESG Financing
-ESG Advisory
-ESG Funds
-ESG Awards & Adoption Benefits
ตัวอย่าง เช่น การให้เงินสนับสนุนกับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงาน เช่น หลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ จุดชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า(EV) และพลังงานทดแทน อีกทั้งสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนและหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืนสินเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจสีเขียว ธุรกิจเพื่อสังคม และธุรกิจเพื่อความยั่งยืนก็เป็นสิ่งที่ธนาคารให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ในส่วนของรายย่อย การให้สินเชื่อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า การให้สินเชื่อที่รับผิดชอบต่อสังคม และกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ ESG จะได้รับการเสนอให้กับลูกค้าภายใต้การประกาศวิสัยทัศน์ด้านความเป็นกลางทางคาร์บอนของกรุงศรี ธนาคารมีเป้าหมายจะเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืนเป็น 50,000 – 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2573

สุดท้ายเกี่ยวกับเรื่องสร้างการเติบโตทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม สยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล กล่าวว่า กรุงศรี วางแนวทางไว้ 3 ด้านคือ
1. Future หรือการสร้างสิ่งใหม่ๆ เพื่อธุรกิจในอนาคตไว้หลายด้าน อาทิ การพัฒนา API ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ธนาคารสามารถเชื่อมต่อกับพาร์ทเนอร์ เพื่อส่งการทำธุรกรรมจำนวนมากๆ แบบเรียลไทม์ หรือพัฒนาสร้าง Ecosystem ใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อสร้างบริการและรายได้ใหม่ๆ
2. Foundation หรือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งอุปกรณ์ รวมไปถึงการพัฒนาคนให้เข้ากับสภาพการแข่งขันเนื่องจากธุรกิจดิจิทัลเติบโตสูงมากโดยเฉพาะในกลุ่ม Mobile / Digital Apps ทำให้กรุงศรีมีความจำเป็นต้องลงทุนในเรื่องนี้
“ประเทศไทยมีการเติบโตเรื่องของ Mobile Transaction เป็นที่ 3 ของโลกรองจากอินเดียและจีน ปีที่แล้วกรุงศรีลงทุนปรับเปลี่ยนไปเยอะทำให้ลด Downtime จาก 6 ครั้งลงมาเหลือ 3 ครั้งในปีที่แล้ว รวมถึงยังมีการอัพเกรด Mobile / Digital Apps ให้ทำงานร่วมกันได้ดีมากขึ้น โดยเฉพาะ Core Platform ที่มีการอัพเกรดเป็นเวอร์ชั่นใหม่ ใช้เทคโนโลยีใหม่มารองรับการเติบโตให้มากขึ้น รวมถึงเรื่อง News HR Framework ที่ต้องสร้างระบบใหม่เพื่อดึงคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาทำงานกับเรามากขึ้น และเรื่องของการเพิ่มรูปแบบการจ้างงานให้ตอบโจทย์พฤติกรรมคน เรื่องของรายได้และสวัสดิการให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่”
3. Innovation Culture การสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ให้คนมีโอกาสได้ทดลองโครงการใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบัน 17 โครงการที่กำลังอยู่ใน Innovation Lab ที่จะช่วยเร่งรัดการพัฒนาสินค้าให้เร็วขึ้นจาก 1 ปีเหลือ 6 เดือน เป็นต้น
“กรุงศรีมีการขยายไปเชียงใหม่ เพื่อต้องการสร้างชุมชนใหม่ๆ โดยเข้าไปร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในภาคเหนือ ดึงคนที่มีความสนใจมาทำงานที่เชียงใหม่เลย เราต้องการทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพในพื้นที่ ไม่ต้องการให้ออกจากพื้นที่ ต้องการสร้างสังคมในพื้นที่”