ย้อนหลังไปในปี 2011 โออิชิ เปิดตัว "โออิชิ ชาคูลล์ซ่า" ชาพร้อมดื่มอัดก๊าซ หรือสปาร์คกลิ้ง ที ในรูปแบบกระป๋องครั้งแรก ซึ่งจุดมุ่งหมายของการเปิดตัวชาเขียวในเซ็กเม้นต์นี้ที่โออิชิถือเป็นแบรนด์แรกที่เข้ามาบุกเบิกตลาดก็คือ การขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่นที่ต้องการความแปลกใหม่ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์การเติมเต็มให้แบรนด์โออิชิสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มตั้งแต่พรีทีน ไปจนถึงกลุ่มผู้ใหญ่
โออิชิ ชาคูลล์ซ่า ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจมาตลอด โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา ที่เซ็กเม้นต์ของสปาร์คกลิ้ง ที มีอัตราการเติบโตค่อนข้างดี ส่วนหนึ่ง จะเป็นการเติบโตตามการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มสปาร์คกลิ้ง หลังจากการเข้าตลาดของสิงห์ เลม่อน โซดา เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ที่เข้ามาช่วยสีสัน และผลักดันให้ตลาดเติบโต จนทำให้ตลาดเครื่องดื่มอัดก๊าซแบบแคนมีมูลค่าสูงถึง 13,172 ล้านบาท
ขณะที่ในตลาดชาพร้อมดื่มเอง พบว่า สัดส่วนของสปาร์คกลิ้ง ที ในปีที่ผ่านมา มีสัดส่วนประมาณ 6% ของตลาดชาพร้อมดื่มมูลค่า 13,228 ล้านบาท แต่เซ็กเม้นต์นี้ กลับมีอัตราการเติบโตสูงถึง 60% มากกว่าตลาดชาโดยรวมที่เติบโต 22%
ส่วนโออิชิ ชาคูลล์ซ่า เอง ก็สามารถที่จะเติบโตจากเดิมที่มีสัดส่วนการขาย 9% ของยอดขายโดยรวมในกลุ่มชาเขียว มาสู่การมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเป็น 13%
ทำไม ชาคูลล์ ซ่า ถึงเติบโตได้ค่อนข้างดี เหตุผลส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก การเติบโตของเครื่องดื่มแนวสปาร์คกลิ้ง แบบแคนที่มีการเติบโตค่อนข้างดีมาตลอดในช่วง 2 – 3 ปีหลังมานี้

ส่วนอีกเหตุผลที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ การทำตลาดของโออิชิ ที่ชาคูลล์ซ่า เป็น 1 ในแผนของการขยายฐานการดื่มชาเขียวของตัวเอง ส่วนหนึ่งของแผนจะอยู่ที่การขยายฐานการดื่มไปยังกลุ่มคนดื่มใหม่ๆ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตลาดยังไม่เคยมีใครนำเสนอมาก่อน
ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการขยายช่องทางขายใหม่ๆ ซึ่งชาคูลล์ซ่า เอง มีการขยายช่องทางเข้าไปขายในโรงเรียน ซึ่งถือเป็นจังหวะค่อนข้างดี ที่สินค้าในกลุ่มน้ำอัดลม ถูกห้ามขายในโรงเรียน
ชาคูลล์ซ่า จึงเข้าไปทดแทนได้แบบลงตัว
เพราะหากมองย้อนไปเมื่อครั้งออกสินค้าตัวนี้ใหม่ๆ แล้ว จะพบว่า การวางสินค้าตัวนี้ ถือเป็นอีกความพยายามในการใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองเพื่อเข้าไปร่วมแชร์ตลาดเครื่องดื่มประเภทคาร์บอเนต ซอฟต์ดริ้งก์ หรือเครื่องดื่มอัดก๊าซที่มีน้ำอัดลมเป็นตลาดใหญ่สุดมีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท
เรียกได้ว่า เป็นการแยกส่วนที่สามารถกินได้ทั้งตลาดชา และน้ำอัดลม ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเติบโตให้มีมากขึ้น มากกว่าแค่การเล่นอยู่ในตลาดชาเขียวเพียงอย่างเดียว โดยจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของแคนหรือกระป๋อง ขนาด 320 มล. ราคา 15 บาท โดยนำเสนอรสชาติยอดนิยมของโออิชิอย่างฮันนี่ เลม่อน และองุ่น เคียวโฮ ซึ่งเป็นรสชาติที่กลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ไม่เพียงเท่านั้น ยังสร้างคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนผ่านการสื่อสาร ที่รวมถึงตัวแพ็กเกจจิ้ง ที่สะท้อนภาพของการเป็นเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์วัยซ่า ซึ่งจุดเด่นอย่างหนึ่งของเครื่องดื่มอัดก๊าซ หรือคาร์บอเนต ซอฟท์ ดริ๊งก์ ก็คือ การช่วยเพิ่มความสดชื่น ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนหนึ่งจะเข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มวัยรุ่นที่ค่อนข้างแอดทีฟได้เป็นอย่างดี
แต่สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ การออกมาท้าทายผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดน้ำอัดลมอย่างโค้ก และเป๊ปซี่ ของบรรดาแบรนด์เครื่องดื่มต่างๆ ที่พยายามเข้ามาสร้างเซ็กเม้นต์ซ้อนเป็นเครื่องดื่มอัดก๊าซ หรือคาร์บอเนต ซอฟท์ ดริ๊งก์ โดยอาศัยกระแสในเรื่องของการใส่ใจสุขภาพเข้ามาเป็นตัวนำ ตามมาด้วย ความแปลกใหม่ของสินค้า ที่ส่วนหนึ่งยังไม่มีใครเคยเข้ามาเปิดตลาด หรือแม้จะเคยมีอยู่ก่อนหน้าแล้ว แต่ก็ไม่มีการทำตลาดออกมามากนัก
แน่นอนว่า การเข้ามาในรูปแบบดังกล่าวนี้ หากสามารถแชร์ตลาดน้ำอัดลมมาครองได้แค่ 10% นั่นก็หมายถึง การมียอดขายถึงกว่า 5,000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว
จึงเป็นอีกความพยายามที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตให้กับสินค้าในกลุ่มชาเขียวของโออิชิ ได้เป็นอย่างดี....