การออกมาให้ข่าวถึงการลดบทบาทการทำตลาดของแฟมิลี่มาร์ท ร้านคอนวีเนียนสโตร์ที่เซ็นทรัล รีเทล ได้สิทธิ์ แฟรนไชส์ในการทำตลาดในบ้านเรา ด้วยเหตุผลของการที่สาขาของแฟมิลี่มาร์ทที่อยู่ในมือส่วนหนึ่งที่มีขนาดพื้นที่ขาย ประมาณ 120 – 150 ตร.ม. นั้น ไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเท่าที่ควร เนื่องจากเทรนด์ของตลาดกำลังมุ่งไปที่ร้านที่มี ขนาดไซส์ 300 ตร.ม.ขึ้นไป ที่มีพื้นที่ที่เป็นที่จอดรถรองรับลูกค้า ทำให้ต้องมีการดัน “ท็อปส์” ที่มีซูเปอร์มาร์เก็ตไซส์เล็กที่ขยาย เข้าไปในชุมชนเสียบแทน
ถือเป็นอีกภาพสะท้อนของการแข่งขันที่กำลังมุ่งไปสู่ทิศทางดังกล่าว โดยสาขาขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่จอดรถและบริการ อื่นๆ ที่จะตามมานั้น เกิดขึ้นตามความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างสังคมของบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นการที่คนไทยถือครองรถยนต์ มากขึ้นกว่าช่วง 20 ปีก่อนหน้า การขยายตัวของชุมชนที่มีชุมชนเกิดใหม่มากขึ้นในเมืองใหญ่ๆ หรือแม้แต่ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ที่เร่งรีบ จึงต้องการอะไรที่มาตอบโจทย์ความสะดวกสบายให้กับตัวเองได้
หากมองมาที่การทำตลาดของผู้นำตลาดอย่างเซเว่น อีเลฟเว่นแล้ว พบว่า มีการมองเทรนด์ในเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อ เกือบ 10 ปีที่แล้ว ที่แผนการขยายสาขาส่วนใหญ่จะให้น้ำหนักไปที่การขยายสาขาขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่จอดรถและสิ่งอำนวย ความสะดวก การขยายสาขาขนาดใหญ่ของเซเว่น อีเลฟเว่น เริ่มจึงทำมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว ก่อนที่จะมาให้น้ำหนักมากขึ้นใน ช่วงหลังมานี้ โดยส่วนหนึ่งจะเป็นการขยายสาขาที่ตอบโจทย์กับตำแหน่งทางการตลาดใหม่ที่มีการรีแบรนด์ไป นั่นคือการเป็น “ออลล์ คอนวีเนียน” ซึ่งการ Repositioning ตัวเองจากการเป็นคอนวีเนียนฟู้ดสโตร์ มาสู่การเป็น“ออลล์ คอนวีเนียน” นั้น นอกจากจะเป็นการปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้า และทิศทางของตลาดค้าปลีกที่ปรับ เปลี่ยนไปเป็น Omni – channel ที่ไม่มีแค่ออนไลน์หรือออฟไลน์ แต่เป็นการ Seamless ช่องทางทั้ง 2 เข้าด้วยกันแบบไร้รอย ต่อแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี
ไม่ว่าจะเป็นการนำสินค้าอื่นๆ ที่ไม่ได้วางขายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เข้ามาเสริมให้ลูกค้าสามารถสั่งทางออนไลน์ และรับสินค้าได้ที่ร้าน หรือการเพิ่มสินค้าไซส์ใหญ่ที่ขายแบบยกแพ็ก ซึ่งเป็นการเสริมจากการขายสินค้าไซส์เล็กในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นรวมถึงบริการอื่นๆ ที่มีการเสริมเข้าไป อย่างการให้บริการรับ-ส่งพัสดุ หรือการให้บริการดิลิเวอรี่ที่เป็นการช่วยเพิ่ม ความสะดวก และเพิ่มโอกาสในการขายได้เป็นอย่างดีทางหนึ่ง

ในปี 2566 เซเว่น อีเลฟเว่น มีการวางงบลงทุน 11,000-12,000 ล้านบาท เพื่อเปิดร้านใหม่เพิ่มอีก 700 สาขา รวมถึง วางโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เสริมแกร่งช้อปปิ้ง Offline to Online หรือ O2O โดยสาขาที่จะขยายเพิ่มจะมุ่งเน้นมาที่สาขาขนาด ใหญ่ที่มีพื้นที่จอดรถ บนพื้นที่ในหลักหลายไร่
ไม่เพียงเท่านั้น เซเว่น อีเลฟเว่น ยังมีการมองถึงการเพิ่มสถานีชาร์จรถ EV ในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อรองรับการใช้งาน ที่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้เซเว่น อีเลฟเว่น จะเป็นคอนวีเนียน ฟู้ด สโตร์ แต่สิ่งที่พยายามเติมเต็มเข้าไปจะมีความสดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มพิซซ่าอบสดในบางสาขา การมีร้านกาแฟสดอย่างออลล์ คาเฟ่ หรืออย่างการเติมอาหารสดพร้อมปรุงบางรายการ เข้าไป เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่แม้ยังไม่ใช่รูปแบบของซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านแบบเต็มตัว แต่ก็ถือเป็นการขยับ ตัวที่ช่วยเพิ่มทางเลือกที่รองรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว
สิ่งที่น่าสนใจก็คือกลุ่มซีพี มีการจัดพอร์ตของแบรนด์ร้านค้าปลีกไซส์เล็กได้ลงตัวมากขึ้น โดยเซเว่น อีเลฟเว่น ที่บริหารโดยซีพี ออลล์ และโลตัส โกเฟรช ที่อยู่ภายใต้ชายคาของแม็คโครนั้นจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โลตัส โกเฟรช จะมุ่งไปที่การเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กใกล้บ้านที่ขายสินค้าประเภทอาหารสดที่นำไปปรุงอาหาร อาทิ หมู ไก่ ปลา เนื้อ และผักผลไม้ ขณะที่เซเว่น อีเลฟเว่น จะขายความเป็น “ออลล์ คอนวีเนียน” ในฐานะร้านค้าปลีกของชุมชน
ในปีที่ผ่านมา เซเว่น อีเลฟเว่น มีสาขาทั้งหมดประมาณกว่า 13,660 สาขา มีลูกค้าใช้บริการรวมประมาณ 11 ล้าน ต่อวัน แต่เฉลี่ยนรายสาขาอยู่ที่ 928 คนต่อวันต่อสาขา และยอดใช้จ่ายอยู่ระดับ 82 บาท การให้บริการดิลิเวอรี่ของเซเว่น อีเลฟเว่น ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้เครือข่ายสาขาเข้ามาเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบในการทำตลาดของตัวเอง โดยบริการ ดิลิเวอรี่ของแซเว่น อีเลฟเว่นนั้น รูปแบบของการสั่งสินค้าจะสั่งได้ทั้งผ่านแอปพลิเคชัน และ LINE Official Account มียอดสั่ง ซื้อขั้นต่ำ 100 บาท จะทำการส่งฟรี โดยพนักงานที่สาขาจะเป็นคนไปส่งเอง

แต่ละสาขาจะให้บริการในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ตั้งสาขาของตัวเอง ไม่ทับซ้อนกับสาขาอื่นๆ ซึ่งเป็นการใช้เครือข่าย สาขาเข้ามาสนับสนุน โดยไม่ต้องไปเซตระบบการจัดส่งสินค้าขึ้นมาใหม่ซึ่งอาจจะมีเรื่องของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นอีกการใช้ จุดแข็งที่มีอยู่นั่นเอง
แม้จะมีจำนวนสาขาอยู่ในมือกว่า 13,660 สาขา แต่เซเว่น อีเลฟเว่น ก็มีการใช้ระบบ Store Assortment นั่นคือ การคัดเลือกสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ โดยใช้ระบบไอทีวิเคราะห์ฐานข้อมูลพฤติกรรมการซื้อ สินค้าของลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ เพื่อให้สามารถนำเสนอสินค้าให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด
ขณะที่เรื่องของการคัดเลือกโลเคชั่นในการเปิดร้านนั้นจะมีการมองถึง 5 ประเด็นหลัก คือ ทำเล ต้องพิจารณาว่า ตั้งอยู่ในจุดที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมามากหรือน้อย อยู่ริมถนนหรือในซอย ลักษณะอาคารเป็นแบบใด ย่านนั้นเป็นย่านชุมชน ออฟฟิศ โรงเรียน โรงงาน หรือโรงพยาบาล มีจุดรับส่งรถสาธารณะหรือไม่ พื้นที่มีโอกาสขยายตัวอีกไหม เพื่อเป็นปัจจัยในการ คัดเลือกสินค้ามาจำหน่ายให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในพื้นที่นั่นเอง....