หน้าที่ของผู้นำตลาด ไม่ได้อยู่แค่การรักษาส่วนแบ่ง หรือสร้างการเติบโตให้กับตัวเองเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่สำคัญในการขยายฐานให้ตลาดยังคงมีการเติบโตในภาพรวมอย่างต่อเนื่อง แม้ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ แต่ทว่า เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ยังสามารถประคับประคองให้ผ่านพ้นบททดสอบนี้มาได้ ทั้งยังคงครองตำแหน่งแบรนด์ที่ได้รับความน่าเชื่อถือและครองใจผู้บริโภคในกลุ่มโรงภาพยนตร์ จากผลสำรวจ 2023 Thailand’s Most Admired Brand ครั้งนี้ไปครองอีกด้วย

คุณนรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เผยถึงการขับเคลื่อนในฐานะเจ้าตลาดที่สามารถฟื้นตัวกลับมาเติบโตก้าวกระโดดแบบ V Shape นำพาธุรกิจโรงภาพยนตร์ให้เดินหน้าต่อไปได้นั้นต้องมี 5 กลยุทธ์ เพื่อผลักดันธุรกิจโรงภาพยนตร์ ดังนี้
ธุรกิจโรงหนังกลับมาให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ
ผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้โรงหนังคือสถานที่แรกๆ ที่ถูกสั่งปิดและหยุดให้บริการไปหลายต่อหลายรอบ แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไปจนถึงตอนนี้ ธุรกิจโรงหนังได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่ายังคงเป็นสถานที่ที่มอบความบันเทิงและประสบการณ์การดูหนังที่ผู้บริโภคต้องการอยู่เสมอ สะท้อนได้จากปริมาณการขายตั๋วหนังของเมเจอร์ฯ คุณนรุตม์ เผยว่า “หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2019 ก่อนจะเกิดสถานการณ์โควิด-19 สามารถขายตั๋วได้ 40 ล้านใบ ปี 2020 ขายได้ประมาณ 10 ล้านใบ และปี 2022 ที่ผ่านมาขายได้ 20 ล้านใบ เชื่อมั่นว่าปีนี้ 2023 จะกลับไปที่ 40 ล้านใบได้ เพราะเราโตแบบเท่าตัวทุกปี อีกทั้งเรามีปริมาณหนังเยอะขึ้น ทั้งหนังไทยและต่างประเทศ”
“ก่อนหน้านี้ค่ายหนังต่างประเทศได้มีการทดลองฉายในโรงหนังและสตรีมมิ่งไปพร้อมกัน ผลปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จ จึงปรับเปลี่ยนมาเป็นการเข้าฉายในโรงหนังก่อนอย่างน้อย 45-90 วัน ค่อยฉายในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งซึ่งทุกค่ายจะใช้ยุทธศาสตร์นี้ นั่นหมายความว่า โรงหนังยังเป็นช่องทางสำคัญและช่องทางแรกสำหรับค่ายหนังทั่วโลก”
คุณนรุตม์ ได้เผยอีกว่า ปีนี้วางแผนที่จะสร้างหนัง Regional Film เจาะกลุ่ม Localization ในภาคต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้อุตสาหกรรมคึกคักมากขึ้น อย่างการเข้าไปลงทุนในเวิร์คพอยท์เพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยและบันเทิงด้านการผลิตคอนเทนต์ สนับสนุนการเติบโตในฐานะ Content Provider โดยจะมีความร่วมมือสร้างหนังไทย 3-4 เรื่องต่อปี เป้าหมายของเมเจอร์ฯ คือการเอาหนังไทยไปฉายในเอเชียครบทุกประเทศให้ได้ และนำรายได้จากการขายสิทธิ์เหล่านี้กลับมาลงทุนในการสร้างหนังในอนาคตเพิ่มขึ้นอีก
นอกจากนี้ เมเจอร์ฯ ได้มีการนำเสนอ Alternative Content นำคอนเทนต์ทางเลือกที่ไม่ใช่ภาพยนตร์ มาเผยแพร่ทางโรงหนังเพื่อเป็นการสร้างรายได้อีกช่องทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงสดในรูปแบบ Live Streaming จากต่างประเทศมาให้ชมในโรงหนัง เช่น งานประกาศผลรางวัลออสการ์, การแข่งขันกีฬา Super Bowl หรือการแสดงคอนเสิร์ตจากเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งปีนี้คาดว่าจะมีคอนเสิร์ตประมาณ 30-40 คอนเทนต์ตลอดทั้งปี

บุกตลาดครอบครัว เปิดโรงภาพยนตร์สำหรับเด็ก Kids Cinema
อีกหนึ่งตลาดที่เมเจอร์ฯ ให้ความสำคัญ คือกลุ่มครอบครัว การชมภาพยนตร์นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่กลุ่มครอบครัวอยากให้เด็กได้เรียนรู้ แต่ติดปัญหาเรื่องการเข้าชมในโรงภาพยนตร์ที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น รบกวนลูกค้ากลุ่มอื่น แสงสว่างไม่เพียงพอไม่มีภาพยนตร์เฉพาะสำหรับเด็ก ทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการกับกลุ่มนี้ได้ ทางเมเจอร์ฯ เห็นถึง Pain Point จึงได้เปิดเปิดโรงภาพยนตร์สำหรับเด็กและครอบครัว Kids Cinema เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มนี้ให้เป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของเด็กและผู้ปกครอง เพื่อแลกเปลี่ยนและเพิ่มทักษะการเรียนรู้ นอกจากนี้ภายในโรง Kids Cinema ยังมีบริการเครื่องเล่น และสร้างบรรยากาศความสดใสให้กับโรงภาพยนตร์ ปัจจุบันมีอยู่ 13 สาขา ซึ่งคาดว่าปีนี้จะเพิ่มอีก 3 สาขา จะเป็นอีกหนึ่ง Pillar ที่เมเจอร์ฯ ได้บุกตลาดครอบครัว

Innovation Leader อัพเกรดเทคโนโลยีทุกมิติ
นอกจากเป็นเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ยังเป็น Innovation Leader นำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เพื่อสร้างประสบการณ์และความแตกต่างให้ผู้ชม รวมทั้งพัฒนาและผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เติบโตต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมา เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ได้เปิดตัวโรงหนัง Screen X ที่พารากอน ซีนีเพล็กซ์ โดยเป็นรูปแบบโรงภาพยนตร์แบบแรกของโลกที่ใช้ระบบการฉาย 3 ทิศทางด้วยเครื่องฉายเลเซอร์หลายตัว (Multi-Projection System) เพื่อให้มุมมองภาพ 270 องศา ด้วยการฉายภาพที่หน้าจอด้านหน้า และฉายลงบนจอเต็มกำแพงด้านข้างซ้ายและขวา เพื่อดึงผู้ชมให้ดื่มด่ำไปกับฉากเสมือนจริง พร้อมเห็นภาพที่ใหญ่และกว้างขึ้นอย่างสมจริง พร้อมทั้งได้มีการอัพเกรดระบบฉาย IMAX จากเดิมที่เป็นเครื่องฉายแบบ IMAX Digital อัพเกรดเป็น IMAX With Laser โดยมีการปรับปรุงทั้งระบบภาพและระบบเสียงให้พร้อมรองรับภาพยนตร์ Avatar : The Way Of Water (อวตาร 2) ซึ่งระบบ IMAX With Laser มีความคมชัดเหนือกว่า 4K งานภาพจะมีความสว่างมากขึ้นกว่าโรงหนังทั่วไปถึง 60% ปัจจุบันมี 3 สาขา คือ ไอคอน ซีเนคอนิค พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และเมกา ซีนีเพล็กซ์

Application Major Cineplex กับการเป็นมากกว่าแอปจองตั๋ว
ปีนี้แอปพลิเคชันจะเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ในอดีตแอปพลิเคชันมีไว้สำหรับให้ผู้บริโภคเช็กรอบหนัง รวมถึงจองตั๋วหนังได้สะดวกมากขึ้น แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับโจทย์ของเมเจอร์เองที่ต้องการให้เป็นแอปที่ทำอะไรได้มากกว่าจองตั๋วหนัง จึงได้มีการปรับปรุงระบบ นำเอา AI และ Machine Learning เข้ามาเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะทำให้การดูหนังเป็นเรื่องง่าย สะดวก รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เข้าถึงพฤติกรรมลูกค้าว่าชอบดูหนังประเภทไหน รอบใด สถานที่ไหน หรือชอบนั่งในส่วนไหนของโรง ไม่เพียงเท่านั้น ยังสามารถรู้ได้ว่าหลังจากการดูหนังแล้ว ลูกค้าจะทำอะไรต่อ ซึ่งจะเป็นบิ๊กดาต้าสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการวางแผน เพื่อให้ลูกค้ามีการใช้บริการในประสบการณ์ที่ดีที่สามารถดึงให้พวกเขาเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่องได้
“เราเชื่อว่าลูกค้าปัจจุบันให้เวลากับมือถือค่อนข้างเยอะ ซึ่งเราจะทำให้ลูกค้ามาที่โรงภาพยนตร์สะดวกที่สุด เราค้นพบว่าช่วงโควิดมันสร้างคุณประโยชน์ให้กับเราอย่างหนึ่งตรงที่ว่าลูกค้าคล่องในการใช้แอปและเรียนรู้เร็ว ดังนั้น AI และ Machine Learning จะเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการ Engage ลูกค้า สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของลูกค้า เพื่อให้บริการที่ฉลาดขึ้น อีกทั้งเราพยายามลดจุดอ่อน ที่ถือเป็น Pain Point สำคัญ คือเรื่องของความเร็วในการใช้งาน ทำให้ลูกค้าสามารถซื้อตั๋วได้ภายใน 10 วินาที”
ปัจจุบันมียอดแอ็กทีฟ 3 ล้านคนต่อเดือน เป้าหมายของเมเจอร์ในปีนี้ต้องการกระตุ้นให้ลูกค้าจองตั๋วผ่านแอปพลิเคชันมากขึ้น โดยตั้งเป้าเป็น 70% จากเดิมผ่านแอป 40% และผ่านตู้ Kiosk 60% เรียกได้ว่าจากแอปพลิเคชันพัฒนาไปสู่ความเป็น Super App ที่ทำได้มากกว่าแค่การซื้อตั๋วหนัง
อีกหนึ่งความแข็งแกร่งของเมเจอร์ฯ คือระบบสมาชิก M Pass บัตรดูหนังรายเดือนสำหรับนักเรียน นักศึกษา อายุไม่เกิน 23 ปี จ่ายรายเดือนเพียงเดือนละ 200 บาท ดูหนังได้แบบบุฟเฟ่ต์กี่เรื่องก็ได้ ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มนี้มีอยู่กว่า 1.5 แสนราย ตั้งเป้า 5 แสนรายภายในสิ้นปีนี้
ด้วยฐานสมาชิกจะทำให้เมเจอร์ฯ มี Data ของลูกค้าจำนวนมากหลายกลุ่ม ทำให้มีข้อมูลเพียงพอที่จะเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้ และนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นแคมเปญการตลาด หรือจัดโปรโมชั่นดีๆ ส่งไปให้ ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้แบบ Personalized ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการทำธุรกิจยุคดิจิทัล

ส่งป๊อปคอร์นลุยตลาดนอกโรงหนัง Popcorn Out of Cinema
ในช่วงสถานการณ์โควิด อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องปรับตัวเมื่อโรงภาพยนตร์ไม่ได้ฉาย เพื่อประคองธุรกิจผ่านเวลายากลำบาก โมเดลที่โดดเด่น คือการจำหน่ายป๊อปคอร์นที่ขยายจากหน้าโรงภาพยนตร์ไปสู่ดิลิเวอรี่ แตกไลน์เป็นป๊อปคอร์นกึ่งสำเร็จรูปจำหน่ายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่น อีเลฟเว่นที่สามารถซื้อไปเก็บไว้รับประทานได้ตามต้องการ รวมถึงการออกรสชาติใหม่ๆ เพื่อปลุกกระแสต่อเนื่อง
“ในปีที่ผ่านมา ยอดขายป๊อปคอร์นนอกโรงหนังเราเติบโตอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันเฉพาะรายได้จากการขายป๊อปคอร์นนอกโรงหนังเฉลี่ยประมาณ 50 ล้านบาทต่อเดือน ปีนี้เราตั้งเป้ายอดขายรวมทุกช่องทางของป๊อปคอร์นจะไปให้ถึง 5,000 ล้านบาท ให้ได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง Pillar ที่เราพยายามจะขยายธุรกิจเพิ่ม”
แผนธุรกิจในปีนี้ เมเจอร์ฯ จะขยายธุรกิจป๊อปคอร์นต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่องทางนอกโรงหนัง (Out Cinema) ทั้งแพลตฟอร์มฟู้ด ดิลิเวอรี่, Kiosks & Event, ช่องทางโมเดิร์นเทรด ทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต นอกจากนี้ เมเจอร์ฯ ได้เข้าไปลงทุนถือหุ้นในบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ TKN ถือเป็น Strategic Partner ที่จะสร้างการเติบโตไปด้วยกัน โดยเถ้าแก่น้อยจะช่วยขยายช่องทางการจัดจำหน่ายป๊อปคอร์นทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
ทั้งหมดนี้เรียกได้ว่าการที่เมเจอร์ฯ มีโมเดลธุรกิจ สามารถสร้างรายได้หลายทาง ต่อยอดธุรกิจที่เชี่ยวชาญ และหาโอกาสเติบโตในตลาดใหม่ๆ แม้จะเจอวิกฤต แต่สามารถก้าวข้ามผ่านมาได้อย่างแข็งแกร่ง พิสูจน์ให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงได้อย่างดีเยี่ยม ®