องค์ประกอบ 3 ส่วนหลักที่คนเลือกชมภาพยนตร์ในโรง คือความหลากหลายของคอนเทนต์ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยี ผนวกกับ North Star ของเมเจอร์ คือการสร้างความสุขให้ลูกค้าเมื่อมาที่โรงภาพยนตร์ จึงไม่หยุดพัฒนาสินค้าและบริการโดยอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยอัพเกรดให้ตรงใจผู้บริโภคอยู่ตลอด
คุณนรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เผย “ในฐานะ Innovation Leader ผู้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เพื่อสร้างประสบการณ์และความแตกต่างให้ผู้ชม จึงพยายามนำ The World Best Technology ของการฉายภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในโลกมาให้แก่คนไทยเป็นประเทศแรกในโลกเสมอ”

ล่าสุดได้อัพเกรด IMAX With Laser ในโรงภาพยนตร์ 3 สาขา ได้แก่ โรงภาพยนตร์ที่พารากอน ซีนีเพล็กซ์, ไอคอน ซีเนคอนิค และเมกา ซีนีเพล็กซ์ หลังจากการอัพเกรดไปได้รับผลตอบรับจากผู้ใช้งานดีมากจนทำให้มีแพลนเพิ่มอีก 3 สาขา ได้แก่ โรงภาพยนตร์ที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน, ควอเทียร์ ซีเนอาร์ต และเอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ แคราย ภายในสิ้นเดือนตุลาคมปีนี้ นอกจากนี้ยังมีในส่วนของ โรงภาพยนตร์ SCREEN X พร้อมเปิดประสบการณ์การชมภาพยนตร์ 3 จอ ให้ภาพกว้างสุด 270 องศา คือจะมีจอภาพยนตร์ด้านหน้า ด้านซ้าย และด้านขวาทำให้ผู้รับชมได้สัมผัสประสบการณ์อย่างใกล้ชิดเสมือนอยู่ในภาพยนตร์นั้นๆ ที่พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และ SCREEN X สาขาใหม่ล่าสุด เปิดให้บริการแล้ววันนี้ที่ไอคอน ซีเนคอนิค

จากการเก็บข้อมูลโดยสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคและเทรนด์การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันจะพบได้ว่าผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ดูแลเจ้า 4 ขา เหมือนเป็นลูกคนหนึ่ง เวลาอยากไปไหนก็อยากพาไปด้วย เมเจอร์เล็งเห็นโอกาสในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้จึงร่วมมือกับ i-Tail เปิดโรงภาพยนตร์ i-Tail PET CINEMA โรงภาพยนตร์สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยงที่สามารถพาน้องหมาหรือแมวเข้าชมภาพยนตร์พร้อมกันได้ โดยมีการเตรียมแพมเพิร์สสำหรับสัตว์เลี้ยงและกระเป๋าที่เปิดโล่ง 4 ทิศสำหรับวางเจ้า 4 ขาไว้ข้างเจ้าของขณะชมภาพยนตร์ สิ่งที่น่าสนใจ คือเมื่อการฉายรอบ PET CINEMA จบลง
เมเจอร์จะมีการทำ Big Cleaning โดยนำนวัตกรรมการทำความสะอาด อาทิ เครื่องกรองอากาศและเครื่องดูดฝุ่นเข้ามาเป็นตัวช่วย เพื่อให้ผู้ที่เข้าชมภาพยนตร์ในรอบอื่นๆ สามารถไว้วางใจในเรื่องของความสะอาดและสุขอนามัย
“เราใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยควบคุม Environment ในโรงภาพยนตร์ทั้งหมดให้มีความสะอาดมากที่สุด เพื่อให้ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าจะไม่มีกลิ่นน้องหมาหรือน้องแมว ตลอดจนเห็บ หมัด หรือเชื้อโรคอะไรเลย โรงภาพยนตร์จะต้องสะอาด 100% แน่นอน”

ไม่เพียงเท่านั้น ในส่วนของพฤติกรรมผู้บริโภคนอกโรงภาพยนตร์อย่างการซื้อป๊อปคอร์น เมเจอร์ได้ทำ Customer Research ตั้งแต่ช่วงสถานการณ์ COVID-19 จนพบว่าลูกค้าจำนวนมากสั่งดิลิเวอรี่ป๊อปคอร์นไปที่บ้าน เมเจอร์เห็นช่องทางในการผลักดันธุรกิจ Popcorn Out of Cinema ที่ปัจจุบันมียอดขายป๊อปคอร์นเฉพาะนอกโรงภาพยนตร์อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านบาทต่อเดือน เป็นธุรกิจใหม่ที่เกิดจากการทำ Design Thinking ร่วมกับลูกค้าจนสามารถแตกไลน์เป็นป๊อปคอร์นกึ่งสำเร็จรูปที่ขยายช่องทางการขายออกไปอย่างแพร่หลาย เพื่อให้สามารถเสิร์ฟความสุขจากการรับประทานถึงผู้บริโภคอย่างครบครันมากที่สุด โดยในปัจจุบันมีช่องทางการขายทั้งหมด 4 ส่วน ได้แก่
- Delivery Platform
- E-commerce
- Modern Trade
- Kiosk
ล่าสุดต่อยอดทำโมเดล Kiosk ตัวใหม่ แบบ Non Cinema Location ต่อให้ศูนย์การค้านั้นไม่มีโรงภาพยนตร์ของเมเจอร์ แต่จะมีร้านป๊อปคอร์น Kiosk อยู่ที่นั่น โดยเปิดที่โครงการ Saimai Avenue เป็นที่แรก มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 700,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Success Case ที่นำ Innovation เข้ามา Apply ในการทำ Agile และ Design Thinking เพื่อตอบสนองความสุขของผู้คนอย่างในกรณีนี้เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถสัมผัสความสุขจากการรับประทานได้นั่นเอง
อีกทั้งตั้งแต่เมื่อตอนสถานการณ์ COVID-19 ผู้คนที่อยากชมภาพยนตร์ในโรงแต่ยังมีความกังวลเรื่องของความปลอดภัยจึงเหมาโรงภาพยนตร์เพื่อชมแบบส่วนตัว หรือในกรณีที่อยากชมภาพยนตร์ที่อาจจะออกนอกโรงไปแล้วก็สามารถเหมาโรงเพื่อชมภาพยนตร์ที่ตนสนใจได้เช่นกัน ฉะนั้นจึงทำให้ธุรกิจ Movie On Demand ของเมเจอร์เติบโตได้อย่างเป็นที่น่าพึงพอใจ จากการอาศัยอีกหนึ่งนวัตกรรมอย่าง Cloud Service ที่ใช้เป็นศูนย์กลางในการเก็บภาพยนตร์ ดังนั้นแล้วเพียงแค่ผู้ที่สนใจแจ้งผู้จัดการที่สาขานั้นๆ เพื่อให้จัดรอบพิเศษก็จะสามารถรับชมภาพยนตร์ที่ต้องการในวันรุ่งขึ้นได้เลย
ความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความชอบของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันเมเจอร์จึงนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจับพฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละคนและบริหารจัดการฐานข้อมูลที่เก็บพฤติกรรมการใช้งานผ่าน Application Major Cineplex โดยปัจจุบันมี Total Download อยู่ที่ 13 ล้านดาวน์โหลด และมี Monthly Active User อยู่ประมาณ 3 ล้านคนต่อเดือน จะเห็นได้ว่าเป็นจำนวนผู้ใช้งานที่ค่อนข้างสูงจึงทำให้มีข้อมูลทั้งการเข้ามาซื้อบัตรเข้าชมภาพยนตร์ การเช็กรอบฉายภาพยนตร์ หรือแม้กระทั่งการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์ทั้งหมดของผู้บริโภค
“การใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาแอปพลิเคชันของเราทำให้สามารถบริหารจัดการข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าทั้งหมดได้ ตลอดจนสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาต่อยอด โดยออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่ลูกค้าต้องการได้อย่างเหมาะสม”สุดท้าย เมเจอร์ได้นำเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้ในการทำงาน อย่างปัจจุบันได้นำเครื่องมือ Chat GPT-4 ควบคู่กับการศึกษาการใช้ Microsoft Co-Pilot ในการทำ Marketing Automation เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานจนสามารถสร้างความสุขที่มากกว่าให้กับผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ได้รวดเร็วมากขึ้น
ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าแทบในทุกๆ การคิดค้นการพัฒนาสินค้าและบริการของเมเจอร์ จะมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญอยู่เสมอ ไม่ใช่เพียงแค่อัพเกรดสินค้าและบริการเท่านั้น แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นการทำเพื่อยกระดับความสุขให้กับผู้บริโภคได้อย่างน่าประทับใจ