นับเป็นปีที่ 13 แล้วที่เอเซอร์ได้รับรางวัล 2023 Thailand’s Most Admired Brand หมวดผลิตภัณฑ์ IT และ ดิจิทัล กลุ่มคอมพิวเตอร์พกพา ซึ่งหากย้อนมองถึงเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้เอเซอร์เป็นแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภค สามารถกล่าวได้ว่านอกจากการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม เอเซอร์ยังมอบประสบการณ์การบริการที่เป็นมากกว่าความคาดหวังของผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นจุดแตกต่างและเป็น Core Business ที่แข็งแกร่งส่งผลให้เอเซอร์เป็นแบรนด์ที่ยังครองใจผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง
“การพัฒนาของแบรนด์เอเซอร์มีแพทเทิร์นในการเติบโตเหมือนธุรกิจอื่นทั่วไป เวลาเราเข้ามาทำธุรกิจในแต่ละประเทศ เราค่อนข้างที่จะมองการวางรากฐานในระยะยาว เอเซอร์ในประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่สำนักงานขายเพียงอย่างเดียว เรามีศูนย์บริการที่เป็นเซอร์วิส เซ็นเตอร์ ซึ่งสต๊อกอะไหล่ สแปร์พาร์ทต่างๆ ไว้สำหรับซัพพอร์ตลูกค้าทั้งอินโดไชน่า” คุณนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด อธิบายถึงปัจจัยความสำเร็จของเอเซอร์
ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่โปรดักต์เพียงอย่างเดียว แต่มองหาบริการอื่นๆ ด้วย ข้อมูลจากการสำรวจความต้องการของผู้บริโภคพบว่า ปัจจัยสำคัญในการซื้อของผู้บริโภคมี 3-4 เรื่อง คือหนึ่งเรื่องเทคโนโลยี สองความเร็วของ CPU สามและสี่สลับกันคือเรื่องของศูนย์บริการและแบรนด์ ยุคนี้ถือเป็นยุคที่ผู้บริโภคตระหนักแล้วว่าสินค้า IT เป็นสินค้า Common จึงต้องดูองค์ประกอบอื่นที่มากกว่าราคา สเปก ซึ่งศูนย์บริการของเอเซอร์มีจุดเด่นที่บริหารจัดการศูนย์บริการด้วยตัวเอง รวมถึงมีการสต๊อกอะไหล่ สแปรพาร์ทสำหรับทุกเครื่องที่นำมาขาย ซัพพอร์ตทั้งอินโดไชน่า ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการหาอะไหล่ หากลูกค้านำเครื่องมาซ่อมที่ศูนย์เอเซอร์สามารถซ่อมได้ภายใน 2 ชั่วโมง พร้อมมีเครื่องสำรองให้ลูกค้าใช้ระหว่างซ่อม

อย่างไรก็ตาม คุณนิธิพัทธ์ มองว่า การจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในใจผู้บริโภคต้องมีปัจจัยที่จะทำให้เอเซอร์เติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากสินค้าและศูนย์บริการ ปัจจุบันเอเซอร์ยังมองการเติบโตในระยะยาว เอเซอร์ในประเทศไทยจึงไม่ได้มุ่งแค่เรื่องของการขายสินค้าและบริการเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองถึงการสร้างโอกาสในธุรกิจใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากสินค้า IT ด้วยเช่นกัน ช่วงที่ผ่านมาเราจึงเห็นเอเซอร์ใช้ความแข็งแกร่งของแบรนด์บุกตลาด Non-IT อย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการเปิดตัว ไฮพอยท์ เซอร์วิส เน็ตเวิร์ค บริษัทสตาร์ทอัพที่ให้บริการตรวจสอบ ซ่อมแซม และบำรุงรักษาภายใต้ Acer Group รวมถึงอัลทอส คอมพิวติ้ง รุกตลาดองค์กร นำเสนอโซลูชั่นฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเซอร์วิส สำหรับกลุ่มเอ็นเตอร์ไพรส์ นอกจากนี้ยังขับ เคลื่อนสู่การเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์เต็มตัวด้วยการเปิดตัวเครื่องดื่มเอนเนอร์จี้ ดริงค์ ภายใต้แบรนด์ Predator Shot เพื่อตอบโจทย์ความสดชื่นของเกมเมอร์

“ช่วงโควิด-19 อุตสาหกรรมต่างๆ อาจจะดรอปลงแต่อุตสาหกรรม IT ต้องถือว่าได้อานิสงส์จากมาตรการล็อกดาวน์และ Work Form Home ส่งผลให้มีความต้องการใช้เทคโนโลยีทั้งในแง่ของการทำงานและการเรียนหนังสือเพิ่มมากขึ้น เมื่อโควิดคลี่คลายตลาดคอมพิวเตอร์เริ่มอิ่มตัว เราจึงเตรียมธุรกิจใหม่ๆ มารองรับ อย่างปีที่ผ่านมาเรามีการเปิดตัวเรื่องเอนเนอร์จี้ ดริงค์ Predator Shot ซึ่งอันนี้เป็นตัวอย่างของการที่เรามองหาโอกาสใหม่ๆ นอกเหนือจากกรอบของความเป็นไอที รวมถึงการขยับไปทำผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ AcerPure เช่น เครื่องฟอกอากาศ เครื่องดูดฝุ่น และกำลังจะเปิดตัวเครื่องกรองน้ำ ทั้งหมดจะทำให้ตัวบริษัทแม่มีความยั่งยืน จากความหลากหลายในพอร์ตโฟลิโอ โดยปัจจุบันธุรกิจกลุ่ม Non-IT มีสัดส่วนรายได้ 25% จากพอร์ตใหญ่ของบริษัทแม่”
ปีที่ผ่านมา สินค้าที่ถือเป็นไฮไลท์สำหรับเอเซอร์คือสินค้าที่อยู่ในกลุ่มเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นเมกะเทรนด์ที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ในฐานะบริษัทชั้นนำเอเซอร์มองว่าการตระหนักในเรื่องของสิ่งแวดล้อมไม่ควรพูดเพียงเพราะเป็นกระแสแต่ควรลงมือทำแบบลงลึกไปในตัวโปรดักต์ที่พัฒนา เอเซอร์จึงเปิดตัว Sub Brand อย่าง Vero ซึ่งจะเป็นแบรนด์สินค้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลในทุกแคททากอรี่สินค้าที่เอเซอร์จะเปิดตัวในอนาคต

“ตอนนี้สินค้าในกลุ่มแบรนด์ Vero มี Notebook Aspire Vero ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล นอกจากนั้นยังมีจอมอนิเตอร์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังจะออกมาทั้งเครื่องดูดฝุ่น เครื่องกรองน้ำ ในอนาคตก็จะมีสินค้าในตระกูล Vero ซึ่งใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิต อนาคตเรามองว่าถ้าทุกแบรนด์ทำแบบนี้ได้จริงจะสามารถลดขยะได้ ข้อดีคือการกระตุ้นจิตสำนึกขององค์กรควบคู่กันไปด้วย เพราะวันที่เราเอาโปรดักต์ที่เป็นรีไซเคิลมาขาย พนักงานในองค์กรจะต้องรู้แล้วว่าทำไมถึงจุดที่เราต้องทำ อย่างแรกต้องบอกว่าต้นทุนของการทำผลิตภัณฑ์พวกนี้ราคาค่อนข้างสูงกว่าปกติ แต่ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องยอมเสียอะไรบางอย่าง ทำโปรดักต์นี้ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนเห็น ไม่แค่ผลิตภัณฑ์แต่วัฒนธรรมองค์กรต้องเปลี่ยนหมด เรากำหนดเป้าหมายชัดเจนว่าเราจะต้องใช้พลังงานทดแทน ซัพพลายเออร์ที่ทำธุรกิจร่วมกับเราก็ต้องเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นในการผลิตสินค้าให้เรา Vero จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทุกคนเห็นว่าเราไม่ได้แค่พูดว่ารักษ์โลกแต่เราทำควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจด้วย ตอนนี้โปรดักต์รักษ์โลกมีสัดส่วนประมาณ 15% อีก 5 ปีจะต้องมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเกิน 50%”
สุดท้ายแล้วไม่ว่าเทรนด์ผู้บริโภคในอนาคตจะเป็นอย่างไร คุณนิธิพัทธ์ มองว่าการรักษาความเป็นหนึ่งในใจผู้บริโภคให้ได้ สิ่งที่ต้องทำคือต้องเข้าใจและฟังเสียงของผู้บริโภค หากผู้บริโภคต้องการอะไร เอเซอร์มีหน้าที่ตอบโจทย์นั้นทั้งในมิติของการพัฒนาสินค้าและการมอบบริการที่มากกว่าความคาดหวังของผู้บริโภค
“ลูกค้าคาดหวังในการซื้อสินค้ามากกว่าการได้สินค้าอยู่แล้ว เพราะเขาคาดหวังการบริการตั้งแต่เดินเข้าร้าน ดังนั้นเรื่องของบริการทั้งก่อนและหลังการขาย จึงเป็นคำมั่นสัญญาที่เราจะนำกลับมาพัฒนาหลังบ้านของเราให้ดีที่สุด เราทำธุรกิจระยะยาว เราจึงมองการพัฒนาทั้งเรื่องของสินค้าและบริการต่างๆ ควบคู่ไปด้วยกัน”