เอเซอร์ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีการขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิดความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญ
ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 เทรนด์การทำงานแบบ Work From Anywhere ได้เพิ่มความต้องการซื้อโน้ตบุ๊คเป็นอย่างมาก แบรนด์ต่างๆ จึงต้องพัฒนาโน้ตบุ๊คที่บางเบาและพกพาง่ายเพื่อตอบสนองความสะดวกของผู้ใช้ เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตปกติ อุตสาหกรรมไอทีจึงกลับสู่ทิศทางเดิม จนกระทั่งโลกเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มตัว แบรนด์ต่างๆ ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ในการพัฒนาเทคโนโลยี
ไม่ใช่แค่การเข้ามาของ AI เท่านั้นที่แบรนด์ต้องรับมือ ในอนาคตอาจมีเทรนด์ใหม่ๆ ที่ท้าทายยิ่งกว่า การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสอดรับกับความต้องการของลูกค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับ “เอเซอร์” ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมไอทีมากกว่า 30 ปี เอเซอร์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการองค์กรและความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน การันตีความสำเร็จด้วยรางวัล Thailand's Most Admired Company 6 ปีซ้อน
ต้องยอมรับว่าคนไทยตื่นตัวด้าน AI มากขึ้น เห็นได้จากการเกิดขึ้นของ AI PC ซึ่งเป็นเซ็กเม้นต์แห่งอนาคตของธุรกิจไอที ในกลางปี 2024 หลายแบรนด์เริ่มนำเสนอฟีเจอร์ AI ที่น่าสนใจเพื่อแข่งขันกัน แน่นอนว่าเอเซอร์ก็มาพร้อมกับฮาร์ดแวร์ที่ทำให้การประมวลผล AI รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าโน้ตบุ๊คของใครรองรับ AI ได้ดีกว่า แต่เป็นวิธีการสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า AI PC แตกต่างจากโน้ตบุ๊คทั่วไปอย่างไร และเหมาะกับการใช้งานแบบใดบ้าง

คุณนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “AI PC ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่ชัดเจน เช่น การพัฒนาโน้ตบุ๊คให้บางเฉียบ หรือจอที่พับได้ ซึ่งสามารถสื่อสารได้ตรงไปตรงมา แต่ AI เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ ซึ่งหน้าตาไม่ได้ต่างไปจากเดิม ดังนั้นจึงต้องมีตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเหตุใดจึงควรเปลี่ยนไปใช้ AI PC”
ยิ่งเทคโนโลยีล้ำหน้ามากเท่าไร ต้นทุนการผลิตก็ยิ่งสูงขึ้น สวนทางกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง ทำให้แบรนด์ไอทีหลายแห่งอดกังวลไม่ได้ โดยทั่วไปผู้คนจะเปลี่ยนเครื่องใหม่ภายใน 3-5 ปี หากซื้อเครื่องสเปกดีๆ ก็อาจใช้งานได้นานกว่านั้น ยิ่งกับ AI PC ที่ราคาสูงกว่ารุ่นอื่นๆ ผู้บริโภคหลายคนอาจยังไม่เห็นภาพชัดเจนว่าคุ้มค่าหรือไม่ แต่สำหรับผู้ที่ใช้ AI ในการทำงานอยู่แล้ว การตัดสินใจซื้ออาจง่ายขึ้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีแบรนด์อื่นๆ ที่ก้าวเข้ามาตีตลาดไอที เอเซอร์จึงต้องมีกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างในอุตสาหกรรมนี้ แทนที่จะโฟกัสกับสินค้าไอทีเพียงอย่างเดียว เอเซอร์ได้เพิ่มความหลากหลายด้วยการทำ Consumer Electronics โดยการเปิดตัวแบรนด์ย่อยอย่าง เอเซอร์เพียว (Acerpure) และค่อยๆ ขยายเข้าสู่ช่องทางการจำหน่ายที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น
เอเซอร์มีการวางแผนการดำเนินธุรกิจกับทุกฝ่ายอย่างชัดเจน เช่น การผลิตชิ้นส่วนร่วมกับ OEM เพื่อกำหนดส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับ Product Line ต่างๆ โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์กลุ่ม Vero ที่ใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิต ซึ่งมีต้นทุนสูง เอเซอร์จึงต้องผลิตในสัดส่วนที่เหมาะสม
“อีกจุดหนึ่งคือเรามีความมุ่งมั่นร่วมกับชุมชนและคนในองค์กร โดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เช่น การนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ผลิตเป็นบูธโชว์สินค้า หรือ Display ที่ทำจากกล่องนม ยูนิฟอร์มพนักงานที่รีไซเคิลจากขวด PET การใช้กระบอกน้ำแทนขวดน้ำพลาสติก และการเดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์”
“นอกจากนี้ เอเซอร์ได้แชร์ไอเดียนี้กับคู่ค้าของเราด้วย เช่น การตั้งจุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามที่ต่างๆ เพื่อรวบรวมและนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี ที่เอเซอร์เราค่อยๆ ทำจนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ยังคงทำกันจนถึงปัจจุบัน สะท้อนถึงความใส่ใจในการพัฒนาสินค้าและบริการของเรา ซึ่งเรามองว่าสิ่งเล็กๆ เหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในเอเซอร์”
ผลิตภัณฑ์ไอทีไม่ใช่สินค้าที่ผู้บริโภคจะซื้อได้ทุกวัน และในอุตสาหกรรมนี้ยังมีตัวเลือกมากมายให้ผู้บริโภคเลือกใช้ ดังนั้น กุญแจในการรักษาความเป็นผู้นำคือ “ความน่าเชื่อถือ”
ไม่ว่าจะเป็นด้านผลิตภัณฑ์ คุณภาพ การให้บริการ หรือชื่อเสียงขององค์กร ที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์มานานหลายสิบปีของเอเซอร์ ในขณะเดียวกัน เอเซอร์ต้องปรับการสื่อสารให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มวางใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ “เอเซอร์”