Unilever บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคข้ามชาติ ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ต่างๆ ตั้งแต่ Dove ไปจนถึงพรีเมียมแบรนด์อย่างTatcha และ Hourglass Cosmetics ได้ใช้ Machine Learning มาตั้งแต่ปี 1950 ขณะนี้กำลังพัฒนาหุ่นยนต์และ AI เพื่อใช้ในการทดสอบและพัฒนาผลิตภัณฑ์
ปี 2565 ธุรกิจความงามและ Well-being ของยูนิลีเวอร์มีสัดส่วน 20% ของรายได้ประจำปี ซึ่งเท่ากับ 13,300 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 452,200 ล้านบาท) และยอดขายก็เพิ่มขึ้น โรงงานนวัตกรรมวัสดุขนาด 120,000 ตารางฟุตของบริษัทMaterials Innovation Factory (MIF) โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ในอังกฤษ ใช้งบลงทุน 68 ล้านปอนด์ เปิดในปี 2560 มีนักวิจัยมากกว่า 250 คน
MIF ใช้หุ่นยนต์และ AI เพื่อทดสอบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปี 2565 ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนากระตุ้นยอดขายผลิตภัณฑ์ได้ถึง 1 ใน 3 ประกอบด้วยแชมพูและครีมนวดผม Dove Intensive Repair, Living Proof Perfect Hair Day Dry Shampoo และ Hourglass Cosmetics Red 0 Lipstick
ดร.พอล เจนกินส์ ผู้อำนวยการวิจัยระดับโลกด้านความงาม วิทยาศาสตร์การดูแลผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล และเทคโนโลยีของ MIF กล่าวว่า หุ่นยนต์ที่ใช้ในห้องแล็บ 1 ตัว ทำงานแบบเดียวกันได้เท่ากับใช้คน 3-4 คน
“ถ้าคนๆ หนึ่งทำงานแบบเดียวกัน พวกเขาจะใช้เวลานานกว่านั้นมาก นอกจากนี้ยังมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ความเบื่อที่จะตามมาหลังช่วงต่อเนื่อง และยังมีโอกาสบาดเจ็บจากการทำซ้ำๆ”
เบื้องต้น ใช้หุ่นยนต์ 3-4 ตัว ทำเรื่องดังกล่าว เช่น Shirley มีหน้าที่วัดประสบการณ์ผู้ใช้และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์แชมพูและครีมนวดผมของ Tresemmé โดยสระผมได้ 120 ชุด ใน 24 ชั่วโมง
Gwen ทดสอบปริมาณและความหนาแน่นของโฟม เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์สมบูรณ์แบบ โดยทำได้ 96 หลอดใน 24 ชั่วโมง
ในห้องปฏิบัติการของ Unilever ยังมีการใช้เครื่องจักรที่เป็นนวัตกรรมอื่นๆ มากมาย มีเครื่องใช้วัดความหนืดและความเป็นกรดของสูตร Dove, Sunsilk และ Alberto Balsam รวบรวมข้อมูล 400-500 จุดต่อเดือน เพื่อให้ลิปสติกสีแดงของ Hourglass Cosmetics มีสีแดงสมบูรณ์แบบ สีไม่ฉูดฉาดเกินไป
ดร.แซม ซามาราส รองประธานฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับโลกในแผนกความงามและสุขภาพ กล่าวว่า ตอนนี้ยูนิลีเวอร์ใช้ AI ทุกที่ ใช้ในโรงงานผลิตเพื่อทำให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังใช้เพื่อทำความเข้าใจข้อมูลที่ได้รับจากกลุ่มผู้บริโภค ผ่านการฟังอย่างตั้งใจและสื่อสังคมออนไลน์ด้วย
ยูนิลีเวอร์กำลังลงทุนในวิทยาการหุ่นยนต์, AI และควอนตัมคอมพิวติ้งโดยมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นกุญแจสู่นวัตกรรมความงามขั้นต่อไป
“หุ่นยนต์ไม่ได้มาแทนที่งานของมนุษย์แน่นอน” ดร.ซามาราสกล่าว “เราจ้างนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุดและฉลาดที่สุดจากทั่วภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ และรวมถึงทั่วโลกด้วย สิ่งที่ AI และหุ่นยนต์ช่วยเราทำได้ คือให้คนเหล่านี้แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น ทำอะไรซ้ำๆ น้อยลง”
การทำงานกับหุ่นยนต์และ AI สำหรับข้อมูลยังช่วยให้ห้องปฏิบัติการทั่วโลกของยูนิลีเวอร์ ไกลถึงเมืองบังกาลอร์ อินเดีย สามารถตรวจสอบความคืบหน้าของกันและกันโดยใช้เลนส์ของ Microsoft หรือฟีดกล้องดิจิทัล
“ประสิทธิภาพการปรับแต่งงานละเอียดแบบจุดเล็กๆ น้อยๆ พวกมันทำได้เยี่ยมมาก” ดร. ซามาราสกล่าว “แต่สิ่งที่ทำให้ดิฉันตื่นเต้นจริงๆ คือการได้เรียนรู้เรื่องที่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราไม่สามารถรู้ได้”
ดร.ซามาราส ยังเชื่อด้วยว่ากลศาสตร์ควอนตัมจะมีบทบาทมากขึ้นกับธุรกิจความงาม โดยอ้างถึง Butterfly Effect โดยยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันธุรกิจความงามกำลังเผชิญปัญหาความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต และโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ภาวะโลกรวนและปัจจัยสิ่งแวดล้อมอื่นๆ มีผลต่อการจัดหาวัตถุดิบด้วย เช่น ยูนิลีเวอร์มีปัญหาขาดแคลนน้ำมันดอกทานตะวัน นับตั้งแต่การรุกรานยูเครนของรัสเซีย
“ระบบยังคงคลุมเครือ เราเชื่อว่าควอนตัมช่วยให้ทำนายสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ในปัจจุบัน นั่นอาจหมายถึงการรวบรวมชุดข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและแตกต่างกันมากขึ้น และการเรียนรู้สิ่งที่เราไม่เคยเข้าใจมาก่อน”
“เรากำลังลงทุนเรื่อง AI มากขึ้นซึ่งรวมถึงความสามารถ และแง่มุมใหม่ๆ ของวิทยาศาสตร์ด้วย”
ที่มา :
www.glossy.co/beauty/how-unilever-is-using-robots-ai-and-testing-quantum-computing-to-innovate-in-beauty/