ตลาด QSR มูลค่ากว่า 4.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ไก่ทอด 25,000 ล้านบาท, เบอร์เกอร์ 10,000 ล้านบาท, พิซซ่า 8,500 ล้านบาท และอื่นๆ 1,500 ล้านบาท
แม้วันนี้ ตลาดไก่ทอดจะตกอยู่ในมือของผู้เล่นรายใหญ่อย่างเคเอฟซี ที่มีจำนวนสาขาจากผู้ได้รับสิทธิแฟรนไชส์ในไทย 3 ราย มากกว่า 1,000 สาขา แยกเป็น เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป หรือ CRG เครือเซ็นทรัลกรุ๊ป ปัจจุบันมีกว่า 320 สาขา เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย (The QSR of Asia) เครือไทยเบฟ มีสาขา อยู่ที่ กว่า 430 สาขา และเรสเทอรองส์ ดีเวลลอปเม้นท์ (RD) มีกว่า 250 สาขา

แต่ก็ยังมีผู้เล่นในตลาด QSR จากเซ็กเม้นต์อื่นๆ พยายามที่จะขยายฐานเข้ามาร่วมแชร์ตลาด เช่น McDonald’s ประกาศเปิดศึกท้าชนตลาดไก่ทอดด้วย โดยข้อมูลจาก GrabFood ระบุว่า ปีที่ผ่านมาเมนูที่ขายดีที่สุดคือไก่ทอด McDonald’s จึงได้ใช้ ChatGPT มาช่วยประเมินว่ารสชาติแบบไหนที่ผู้บริโภคชอบที่สุด ทำอย่างไรให้มีรสชาติที่ถูกปาก พร้อมกันนี้ยังได้เตรียมงบการลงทุนกว่า 300 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายสาขาอีก 10-15 แห่ง จากปัจจุบันที่มี 228 สาขา โดยการเปิดใหม่จะมุ่งไปที่สาขาไดรฟ์ทรูเป็นหลัก พร้อมกับรีโนเวตสาขาร้านเดิมอีกประมาณ 30 แห่ง
หากมองย้อนไปในอดีต การแข่งขันในตลาด QSR ระหว่างแมคโดนัลด์กับเคเอฟซี ถือว่าทั้งคู่ต่างมองถึงการเข้ามากินพื้นที่ของคู่แข่ง ซึ่งเคเอฟซีจะมีภาพของการกินเป็นมื้ออาหาร ที่อาจจะทำให้ลูกค้าบางกลุ่มไม่เข้าไปใช้ในช่วงนอกเวลาที่เป็นมื้ออาหาร ทั้งคู่ก็พยายามเติมเต็มในส่วนที่เป็นจุดอ่อนดังกล่าว โดยเคเอฟซี มีการเติมเต็มเมนูที่เป็นของทานเล่นเข้ามา อย่าง CRG มีการเปิด KFC Cafe’ by Arigatoหรือ QSA มีการเปิดตัว KFC Café by SO COFFEE เพื่อเพิ่มโอกาสในการดึงลูกค้าเข้าร้านตลอดทั้งวัน
การเพิ่มร้านกาแฟเข้าไปในร้านเคเอฟซีนั้น เป็นอีกความพยายามในการเพิ่ม Occasion ในการใช้บริการที่ทำให้สามารถดึงคนเข้าร้านได้อย่างต่อเนื่องแม้ไม่ใช่ช่วงเวลาของมื้ออาหาร ซึ่งการขยาย Occasion นี้ ยังรวมถึงการเพิ่มเมนูหรือโปรดักท์ใหม่ๆ โดยเฉพาะเมนูที่เป็นสแน็ก เพื่อเพิ่มโอกาสในการบริโภคหลังช่วงเวลาที่เป็นมื้ออาหาร ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการในร้านเคเอฟซีได้แบบต่อเนื่องทั้งวัน
ด้านแมคโดนัลด์เอง ก็พยายามที่จะเติมเมนูในส่วนที่เป็นมื้ออาหารเข้าไปมากขึ้น อย่างตัวเมนูข้าว ที่เข้ามาช่วยเปลี่ยนภาพของการเป็นมื้ออาหารได้ค่อนข้างดี
ถัดมา บอนชอน ได้เปิดเกมรุกหนักวางกลยุทธ์คือ การรักษาเอกลักษณ์และมาตรฐานความอร่อย พร้อมสร้างความแตกต่างเมนูใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการวางกลยุทธ์ด้านราคาที่เข้าถึงได้ ด้วยการเปิดตัวขนาดใหม่ ไซส์ XS ในราคาเริ่มต้น 129 บาท
บอนชอนได้เพิ่มช่องทางการให้บริการที่ครอบคลุม ทั้งในรูปแบบการรับประทานที่ร้าน การซื้อกลับไปทานที่บ้าน และการสั่งอาหารอย่างสะดวกรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มดีลิเวอรี รวมไปถึงการเจาะกลุ่มลูกค้าฐานใหม่ ๆ อย่างเช่น ร้าน Stand Alone ในปั๊มน้ำมัน เป็นต้น
ปัจจุบันบอนชอนมีรายได้มาจาก 3 ช่องทาง คือ นั่งทานในร้าน 50%, Delivery 40% และ Take Away 10% มีความถี่ลูกค้าเข้าร้านประมาณ 1 ครั้งต่อเดือน มีสมาชิก 3 แสนราย ค่าใช้จ่ายนั่งทานในร้านเฉลี่ย 900 บาทต่อบิล และ Delivery ประมาณ 400 บาทต่อบิล
ขณะเดียวกัน Texas Chicken ที่มี OR หรือบริษัท ปตท. น้ํามันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) เป็นผู้ทำตลาดในไทย เข้ามาเมื่อปี 2558 ปัจจุบันมี 107 สาขา นอกจากนี้การวางตัวตนของแบรนด์ Texas Chicken คือการใส่ใจ พร้อมที่จะปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา เห็นได้จากเมื่อต้นปีได้มีการประกาศยกเลิกขายบิสกิต หนึ่งในเมนูยอดนิยมของแบรนด์ Texas Chicken แต่มีกระแสตีกลับ ทำให้แบรนด์ต้องพิจารณาการตัดสินใจอีกครั้ง พร้อมลบโพสต์ประกาศยกเลิกการขาย และส่งโปรโมชันขอบคุณ ‘บิสกิตเลิฟเวอร์’ ทุกคนที่ให้การสนับสนุนเมนูนี้มาโดยตลอด