ยาดม ถือเป็น Must Have Item ที่เมื่อค้นในกระเป๋าถือแล้ว อาจจะเจอสินค้าตัวนี้ควบคู่ไปกับสินค้าตัวอื่นๆ
แต่สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ คนส่วนใหญ่มักจะใช้สินค้าตัวนี้แบบไม่หมดหลอด เพราะมันหายหรือลืมวางไว้จนหาไม่เจอ
ตลาดยาดมมีมูลค่าประมาณ 4,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกประเมินโดย บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด หรือที่รู้จักกันในฐานะเจ้าของแบรนด์ยาหม่องน้ำเซียงเพียว และยาดม เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ ประเมินจากฐานประชากรคนไทยที่น่าจะใช้ยาดมกันไม่น้อยกว่า 10% และส่วนใหญ่จะซื้อกันมากกว่า 1 ชิ้น และจากการสำรวจของ Nielsen ประเทศไทย พบว่า ประชากรราว 70 ล้านคน ใช้ยาดมอย่างน้อย 10% และใน 1 เดือนใช้อย่างน้อย 2 หลอด
ซึ่งถ้าดูเบอร์ 1 ของตลาดยาดมในไทยหนีไม่พ้น โป๊ยเซียนของบริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ครองส่วนแบ่งตลาด ถึง 70% โดยมีจุดแข็งคือ การพัฒนาสินค้าให้ออกมาในรูปแบบ 2 in 1 ที่ใช้ได้ทั้งดมและทาในหลอดเดียวกัน ที่นอกจากสูดดมแล้ว ยังสามารถใช้ทาเพื่อบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะได้อีกด้วย ถือเป็นจุดขายที่กลายมาเป็นตัวช่วยสร้างภาพจำให้แบรนด์ได้อย่างเหนียวแน่น
นอกจากนี้โป๊ยเซียนของบริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ยังมีช่องทางการจำหน่ายที่แข็งแรง ไม่ว่าจะไปที่ไหน มักจะพบเห็นยาดมโป๊ยเซียนเสมอ ทั้งช่องทางร้านค้าทั่วไป ร้านขายยา โมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ ที่ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
แม้โป๊ยเซียนจะเป็นแบรนด์ที่เก่าแก่อยู่ในธุรกิจยาดมมาอย่างยาวนาน มี Brand Awareness ที่ใครๆ ก็รู้จัก แต่ไม่เคยทำให้ตัวเองแก่เลย กับการเอาตัวเองไปให้ใกล้กับกลุ่มวัยรุ่นอย่างงานสงกรานต์สยาม ผ้าขาวม้าปล่อยจอย กับโป๊ยเซียนสไลเดอร์ยักษ์ สร้าง Brand Awareness ต่อเนื่อง
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่ารายได้รวมของ บริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ในปี 2564 อยู่ที่ 751 ล้านบาท มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งแบรนด์ที่เมื่อเดินไปร้านสะดวกซื้อหรือร้านขายยา มักจะเห็นบนชั้นวางเกือบทุกแห่งและมีมาอย่างยาวนาน แบรนด์เซียงเพียว หรือเป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ ภายใต้การบริหารของบริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด โดยเป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ ถือเป็นแบรนด์ยาดมอันดับสองในตลาด ด้วยส่วนแบ่งตลาด 10%
กับการพยายามที่จะขยายฐานแบรนด์ยาดมของตัวเองเข้าไปหากลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ โดยเป็นยาดมในกลุ่มอะโรเมติกส์รายแรกๆใน ตลาดที่โฟกัสกลุ่มเป้าหมาย เน้นสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมการออกแบบแพ็กเกจ และการโฟกัสช่องทางจำหน่ายจะแตกต่างจากตลาดที่คุ้นเคย
ช่วง 3 – 4 ปีก่อนหน้านั้น ก็มีการเปิดตัว “ยาดมเป๊ปเปอร์มินท์ฟิลด์ แบล็คอินเฮเลอร์” เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ชายโดยเฉพาะโดยเน้นนวัตกรรม 3 More ได้แก่ More Cool, More Fresh และ More Safe เพื่อสะท้อนถึงความต่างจากยาดมในตลาดที่มีอยู่ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ที่สนใจด้านสุขภาเพ แฟชั่น ดนตรี เกม และไอเทมใหม่ๆ ด้วยแพ็กเกจสีดำ ที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ให้มีความคูล เท่ สมาร์ท และกลิ่นที่เข้มกว่าเดิม โดยจำหน่ายหลอดละ 29 บาท

วันนี้ BrandAge Online จะพามาทำความรู้จักผู้ท้าชิงอย่างหงส์ไทย ที่เมื่อไม่นานมานี้ลิซ่า BLACKPINK หยิบใช้หลังจากบินกลับมาเมืองไทย เพื่อฉลองวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 26 ปี แบบส่วนตัวกับครอบครัวและเพื่อนสนิทช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งมีอยู่รูปหนึ่งเห็นลิซ่าถือยาดมหงส์ไทยแบบหลอดในมืออย่างชัดเจน
ซึ่งปกติแล้ว ผู้บริโภคที่นิยมใช้ยาดมมักคุ้นเคยว่าหงส์ไทย เป็นรูปแบบกระปุก หลายคนอาจไม่รู้ว่า ยี่ห้อนี้มียาดมแบบหลอดที่สะดวกในการพกพามาก่อนด้วย ทำให้เกิดการกระตุ้นแห่ซื้อตามกันยกใหญ่ ทำให้ทางแบรนด์ต้องออกมาขออภัยลูกค้า เนื่องจากกระแสดีมากจนสต๊อกหมด
ส่วนเรื่องรายได้ของบริษัท ในปี 2564 บริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด มีรายได้ 24.8 ล้านบาท เติบโต 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
อีกหนึ่งแบรนด์ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้นั่นคือ Pastel กับฟังก์ชันการสไลด์เปิดหลอดยาดม ที่สามารถเปิดได้ด้วยมือเดียว ไม่ต้องกังวลเรื่องฝาหาย ปีที่ผ่านมาได้เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ล่าสุดคือ แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล สร้าง Brand Awareness เจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าวัยรุ่น เเละคนทำงานยุคใหม่ รวมถึงตลาดต่างประเทศ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนเกิดเป็นชื่อสินค้าที่ผู้บริโภคตั้งให้ใหม่ว่า ยาดมแบมแบม
ต้นเมษายนที่ผ่านมา แจมิน สมาชิกวง NCT ได้มีการไลฟ์สดผ่านอินสตาแกรม แต่ที่ทำให้ฮือฮานั่นคือการที่แจมินได้หยิบกระเป๋ารูปช้างที่ข้างในมียาดม Pastel สีม่วงขึ้นมาใช้ เกิดไวรัล แฟนคลับแห่ซื้อตามจนทำให้ยาดม Pastel สีม่วงหมดสต็อกกันเลยทีเดียว