ความน่าสนใจของการรุกตลาดภายใต้แผน 5 ปีของเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น บริษัทในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลที่ ถูกวางไว้ให้เข้ามาดูแลธุรกิจค้าปลีกก็คือการทำยอดขายรวมในปี 2566 นี้ไว้ที่ 270,000 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 15% จากปี 2565
การรุกตลาดของเซ็นทรัล รีเทล เป็นอีกการสะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ของการทำตลาดค้าปลีกของผู้เล่นรายใหญ่ใน บ้านเราที่ใช้เรื่องของเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนตลาด ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสการเติบโตจากการนำ เสนอประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะกับเรื่องของออมนิแชนแนล ที่เป็นทิศทางการทำตลาดที่ทั้ง 3 ยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่มเซ็นทรัล ทีทีซี และกลุ่มซีพี กำลังมุ่งไป
หากย้อนไปดูแผน 5 ปีที่เซ็นทรัล รีเทล ประกาศไว้เมื่อปีที่แล้วจะพบว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์ CRC Retailligence มี การตั้งเข็มทิศไว้อย่างชัดเจนในการก้าวไปเป็น “สมาร์ท รีเทล” ที่ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่ง โดยมี เทคโนโลยีของค้าปลีกสมัยใหม่เข้ามาเป็นตัวช่วย
ขณะเดียวกันก็มุ่งการเติบโตด้วยการขยายพอร์ตธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงการสร้างการเติบโตในตลาดต่างประเทศ ทั้งใน ยุโรปและเวียดนาม โดยเฉพาะในส่วนหลังนี้จะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการเติบโตให้ยักษ์ใหญ่รายนี้ได้เป็นอย่างดี

ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เคยกล่าว ไว้ในงานแถลงข่าวของเซ็นทรัล รีเทล ว่า ปี 2565 ที่ผ่านมา เซ็นทรัล รีเทล ได้ดำเนินแผนธุรกิจตามยุทธศาสตร์ 5 ปี CRC Retailligence และสร้างความสำเร็จในการขยายพอร์ตธุรกิจให้เติบโตทั้งในไทย เวียดนาม และอิตาลี ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ฟู้ด แฟชั่น ฮาร์ดไลน์ พร็อพเพอร์ตี้ และเฮลท์แอนด์เวลเนส โดยสร้างรายได้รวมเติบโตมากกว่า 20% ถือเป็นผลประกอบ การที่เกินเป้าที่ตั้งไว้ในปี 2565
ส่วนทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2566 เซ็นทรัล รีเทล มองเห็นสัญญาณบวกของภาคค้าปลีกและบริการในทั้ง 3 ประเทศ จากสภาพเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคัก การเปิดประเทศของจีน รวมถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ฟื้นตัว โดยเซ็นทรัล รีเทล อัดงบลงทุน 28,000 ล้านบาท ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเต็มกำลังบนยุทธศาสตร์ CRC Retailligence ที่เพิ่ม ความเข้มข้นยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นที่จะสร้างเซ็นทรัล รีเทล ให้เป็นเบอร์ 1 Next-Gen Omni Retailer ของเอเชีย พร้อมสร้างการ เติบโตในประเทศเวียดนามอย่างก้าวกระโดด ด้วยการขยายโมเดลธุรกิจฟู้ดและศูนย์การค้า GO! ที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับการ ดำเนินธุรกิจบนความยั่งยืน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593 ตามเจตนา รมณ์การเป็น Green & Sustainable Retail องค์กรค้าปลีกต้นแบบด้านความยั่งยืนรายแรกในประเทศไทย
ตามแผนการขยายสาขานั้น ในประเทศไทยเร่งขยายธุรกิจผ่านการขยายสาขาและรีโนเวทสาขาเดิมที่มีอยู่ อย่างตัว ห้างเซ็นทรัลขยายสาขาเพิ่ม 2 สาขา และรีโนเวทสาขาเดิม 15 สาขา จากสาขารวมของเซ็นทรัลและโรบินสันที่มีทั้งหมด 86 สาขา ไทวัสดุขยายสาขาเพิ่ม 10 สาขา และรีโนเวท 16 สาขา จากเดิมที่มีอยู่ 80 สาขา ท็อปส์จาก 175 สาขา ขยายสาขา 15 สาขา และรีโนเวท 26 สาขา เพื่อผลักดันแบรนด์ท็อปส์ขึ้นเป็น Food Discovery & Destination ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ขยาย สาขา 2 สาขา โดย 1 สาขาไปกับ CPN และอีก 1 สาขาอยู่ในโรบินสันไลฟ์สไตล์มอลล์ ส่วนโรบินสันไลฟ์สไตล์มอลล์ ซึ่งเป็น ธุรกิจในกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ มีการขยายสาขา 1 สาขา รีโนเวท 1 สาขา เพื่อพาตัวเองขึ้นแทนผู้นำศูนย์การค้า Lifestyle and Experiential Community

การขยายสาขาเพิ่มขึ้นของ Physical Store จะเข้ามาเป็นตัวช่วยสอดรับกับการรุกตลาดในรูปแบบของ “ออมนิ แชนแนล” ที่คุณญนน์ มองว่า จะเป็นหัวใจของการทำตลาดที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโต โดยเขาเผยว่า การซื้อผ่าน ออมนิแชนแนลจะมียอดใช้จ่ายต่อบิลมากกว่าการเข้ามาซื้อที่สาขาเพียงอย่างเดียวถึง 4 เท่า
จึงไม่แปลกที่ทำไม Omni-channel กลายมาเป็นสิ่งที่เซ็นทรัล รีเทล ให้ความสำคัญอย่างมาก ทั้งจากการลงทุน ขยายสาขา Physical Store ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นจุดให้บริการ และการลงทุนในเรื่องของเทคโนโลยี ที่จะทำให้การเข้าถึง การช้อปปิ้งแบบออมนิแชนแนลแค่ปลายนิ้วสัมผัสเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
ผู้บริหารเซ็นทรัล รีเทล ยังเผยอีกว่า ในปีที่ผ่านมา ยอดการซื้อสินค้าทุก 100 บาท จะเป็นการซื้อผ่านออมนิแชนแนล 18 บาท หรือมีสัดส่วน 18% ของการขาย ตามแผน 5 ปีที่วางไว้ เซ็นทรัล รีเทล คาดว่าสัดส่วนของออมนิแชนแนล จะเพิ่มขึ้น เป็น 25%
แน่นอนว่า จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่ไปกับการหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ จากการขยายพอร์ตไปสู่ ธุรกิจค้าปลีกที่ยังไม่มีอยู่ในมือ
“เราจะยกระดับ CRC Ecosystem ให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยีและระบบต่างๆ ที่ดี ที่สุดจากทั่วโลกมาสร้างการเติบโตแบบ Inclusive Growth ให้ทั้งลูกค้า แบรนด์ และพาร์ทเนอร์ บนแพลตฟอร์ม Next-Gen Omni Retail เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าในทุกมิติให้แก่ผู้บริโภค ทั้งในด้าน Experience-driven ที่เชื่อมโยงทุกช่องทางอย่างไร้รอยต่อ การใช้ AI เพื่อมอบสินค้าและบริการที่ตรงใจลูกค้าแบบ Smart Retail รวมถึง การปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มได้อย่างรวดเร็ว ตามเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปด้วย Agile Commerce และตอบสนอง ความต้องการของลูกค้าในทุกที่ทุกเวลาแบบ Multi-Moment”

สร้างโอกาสโตในเวียดนาม
นอกจากการสร้างโอกาสการเติบโตจากธุรกิจค้าปลีกใหม่ๆ และการเติบโตด้วยการเป็น Omni-channel Retail แล้ว เซ็นทรัล รีเทล ยังมองถึงการขยายการเติบโตในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามที่เป็น Key Market จากศักยภาพของ ประเทศที่มีความพร้อมในหลายด้านและมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
ซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าขยายธุรกิจในประเทศเวียดนามอย่างเต็มกำลังตลอด 11 ปีที่ผ่านมา จากจุดเริ่มต้นของการ เป็นผู้จัดจำหน่ายแบรนด์สินค้าแฟชั่นที่มีเพียงไม่กี่สาขา ปัจจุบันเซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม มีจำนวนร้านค้ามากกว่า 340 แห่ง พื้นที่รวมกว่า 1,200,000 ตารางเมตร ใน 40 จังหวัด คิดเป็น 85% ของ GDP ประเทศเวียดนาม และสร้างยอดขายเติบโตก้าว กระโดด จาก 300 ล้านบาท ในปี 2557 จนปี 2564 ที่ผ่านมา มียอดขายอยู่ที่ 38,592 ล้านบาท และล่าสุดปี 2565 สามารถปิด ยอดขายในเวียดนามเป็นสัดส่วนถึง 25% ของยอดขายทั้งหมดของเซ็นทรัล รีเทล ส่งผลให้เซ็นทรัล รีเทล กลายเป็นผู้นำ ค้าปลีกต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในประเทศเวียดนาม ที่ขึ้นแท่นอันดับ 1 ด้านไฮเปอร์มาร์เก็ต และอันดับ 2 ด้านศูนย์การค้า ไลฟ์สไตล์
ญนน์ บอกว่า ตามยุทธศาสตร์ 5 ปี สัดส่วนรายได้ในเวียดนามจะเพิ่มเป็น 35% ขณะที่รายได้จากในประเทศจะมี ประมาณ 65% นั่นเป็นเพราะตลาดค้าปลีกเวียดนาม สัดส่วนของโมเดิร์นเทรดยังมีค่อนข้างน้อยไม่ถึง 5% ดีนัก โอกาสในการ เติบโตจึงมีค่อนข้างสูง
สิ่งที่น่าสนใจก็คือการเติบโตนี้ ผู้บริหารของเซ็นทรัล รีเทล ไม่ได้มองว่าจะเป็นการเปลี่ยนจากเทรดิชั่นนัลมาสู่โมเดิร์น เทรด แต่เป็นการเปลี่ยนไปสู่การเป็น Omni-channel ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาทางการตลาดที่เปิดกว้างให้กับสินค้ากลุ่มอื่นๆ ที่ยัง ไม่ได้เข้าไปในเวียดนาม อย่างสินค้าในกลุ่มแฟชั่น
สำหรับโรดแม็บ 5 ปี ของเซ็นทรัล รีเทล เวียดนามนั้น เซ็นทรัล รีเทล ยังคงเดินหน้าเตรียมขยายธุรกิจอย่างเต็มที่ สอดรับกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่มีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าอัดงบลงทุน 5 ปีในเวียดนามอีกกว่า 50,000 ล้านบาท เพื่อสร้างยอดขาย 150,000 ล้านบาท และดับเบิ้ลจำนวนร้านค้าเป็น 600 สาขา ครอบคลุมทั้งสิ้น 57 จังหวัด จาก 63 จังหวัด ทั่วประเทศตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ เพื่อก้าวเป็นเบอร์ 1 ด้านออมนิแชนแนลในกลุ่มฟู้ด และอันดับ 2 ในกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ ของเวียดนามภายในปี 2570
เป็นอีกแผนการรุกที่จะเข้ามาสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งให้กับยักษ์ใหญ่รายนี้ที่กำลังปูทางสู่การเป็นเบอร์ 1 Next - Gen Omni Retailer ของเอเชียอย่างเต็มตัว.....