Hello, Mr.Awesome Media in New York
สักครั้งในชีวิตของทุกวัยแต่หัวใจวัยรุ่น ที่มานั่งรอ ยืนรอ Countdown Times Square มหานครนิวยอร์ก
แต่ถ้าคุยกับคนแก่จะไม่ฟิน และไม่ได้ Feeling อะไรกลับไป
วัน Countdown Times Square คือวันที่วัยรุ่นจากทั่วโลกมารวมตัวกันอย่างมิได้นัดหมาย
เรียกว่า วันมาเย้วตัวชา คือรอจนตัวชา เพราะอากาศหนาวมากๆ แต่จะยืนรอด้วยความฟิน
คำว่า สักครั้งในชีวิต คือที่สุดของการใช้ชีวิต
มีเดียรอบๆ ตัวในวันนี้จะราคาแพงมากที่สุดในโลก
ค่ามีเดีย คือโคตรแพง แต่ทุกแบรนด์ที่ต้องการยกระดับแบรนด์ตัวเองให้มี Image ระดับโลกยอมจ่าย
สิ่งที่เจ๋งของนิวยอร์ก คือทุกอย่างสามารถต่อยอดใส่ไอเดียเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้
แม้กระทั่งกระดาษสีแผ่นบางๆ สามารถขายได้เป็นล้านๆ

วันสิ้นปีที่นิวยอร์ก ห้องพักทุกแห่งจะแพงมากๆ แพงสุด แต่ถ้าอยู่ในบริเวณ Times Square คืออภิมหาแพงแบบภาษี บ้านเรา คือใครโดน 35% ที่ตามเก็บแต่ไม่ได้อะไรกลับมาให้คุณภาพชีวิตที่ดี
ห้องเล็กๆ 18-45 ตารางเมตร ถ้าพักอยู่ใน Times Square ในวัน Countdown จะตกคืนละ 15,000-40,000 บาทต่อคืน
แต่ถ้าใครที่จ่ายภาษีเมืองไทย 35% จะมาที่นี่ถือว่าถูก คุ้มกว่าจ่ายภาษีบ้านเราที่จ่ายไป คุณภาพชีวิตยิ่งแย่ลงๆ ทุกปี
นิวยอร์กจ่ายแพง แต่อย่างน้อยได้ปัจจัยขั้นพื้นฐาน คืออากาศที่ดีไร้ค่า PM 2.5 ได้อารมณ์ Feeling ครั้งหนึ่งในชีวิต
ไอเดียของนิวยอร์กที่จะมาแชร์ คือมีเดียบนกระดาษสีแผ่นบางๆ ที่โปรยลงมาตอน Countdown ลูกบอลแตก กระดาษ สีหลายล้านปลิวกระจายทั่ว Times Square ปกคลุมทุกพื้นที่
มีเดียในกระดาษต้องมา คำคมที่ให้แง่คิดต่างๆ ก็มา ไม่ใช่แค่โปรยกระดาษสีแล้วจบๆ กันไป จะต้องมีคำคม คำที่ฉุกคิด สร้างแรงบันดาลใจ และโฆษณาที่มาพร้อมกับกระดาษสี
นี่คือไอเดียในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับรัฐบาลจากนักท่องเที่ยวที่มาโดยมิได้นัดหมายจากทั่วโลก ไม่ใช่ไม่มีไอเดียหาเงิน มีแต่จะคิดรีดเลือดจากประชาชน แต่ไม่เคยคิดที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน
นิวยอร์ก ค่าครองชีพแพงก็จริง แต่คุณภาพชีวิตก็แพงเช่นกัน
ไอเดียต่อไป คือการทำบุญในเวลาเร่งด่วน
ไม่ใช่ทำบุญออนไลน์แบบบ้านเรา มันดูไม่ได้ Feeling ในการให้
Feeling ในการให้ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และเห็นว่าบุญเราจะไปถึงใคร

ตู้บริจาคสิ่งของ คือจะให้ใคร ให้ของใหม่ๆ เลย จะมีวางตามจุดต่างๆ ใน Subway
ให้คนที่จะบริจาคได้เห็นได้อ่าน Storytelling ต่างๆ ในการที่จะส่งต่อบุญให้กลุ่มเป้าหมายได้ประโยชน์สูงสุด
จะมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้เลือกเพียบ ให้เหมาะกับกำลังทรัพย์และความต้องการของผู้ให้ แบบได้ลงมือทำ ที่นิวยอร์กจะไม่ มุ่งแต่เอะอะอะไรก็ออนไลน์ ออนไลน์ เหมือนบ้านเรา
มันคือการทำการสื่อสารแบบโอบกอด สัมผัสในทุกช่วง Moment ให้เก็บความทรงจำดีๆ ในระหว่างที่เราลงมือทำอะไร ก็ตาม ให้มีคุณค่า มีความรู้สึก มีสมาธิ ในทุกประสาทสัมผัส ในทุกช่วงที่เราจะทำอะไร
ไม่ใช่เอาแต่ทุกอย่างทำในออนไลน์ ออนไลน์ เปรียบเทียบให้เห็นภาพ คือไม่ต่างกับการทำตลาด ทำโฆษณาแบบรีบๆ ช่วยตัวเองให้จบๆ ไป ไม่มีความละเมียดละไม ไม่มีคำว่าศิลปะ ไม่มีคำว่ารสนิยม และสำคัญคือไม่มีทางเกิด Brand Love ได้เลย จากการที่ไม่มีรสนิยม และการใช้ประสาทสัมผัสในการต่อยอดแบรนด์ให้มีคุณค่า มีความรู้สึกที่ Money can’t buy this moment.