หากพูดถึงมหานครอย่าง ‘นิวยอร์ก’ ทุกคนจะนึกถึงอะไร? แสงสี เสรีภาพ ความศิวิไลซ์ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยโอกาสมากมาย ที่จะทำให้ใครก็ตามสามารถประสบความสำเร็จได้ เรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่งความฝันของใครหลายคน
แน่นอนว่า American Dream เมืองที่ใครก็มีสิทธิ์เริ่มต้นได้ ในขณะที่ Thais Dream อาจต้องเริ่มจากการอธิบายให้คนรอบข้างเข้าใจก่อนว่า “ฝันของเรามันไม่ไร้สาระนะ” ซึ่งน่าเสียดายที่บางความฝันต้องดับสิ้นเพราะไม่ได้รับการสนับสนุน กระทบต่อความมั่นใจที่จะกล้าพูดถึงเรื่องใหม่ ๆ นั่นทำให้ ‘ความสร้างสรรค์’ในบ้านเรากลายเป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญมากนัก ทั้งที่ความสนุกแบบไทย ๆ สามารถนำไปต่อยอดเป็นเรื่องเจ๋ง ๆ ได้อีกมากมาย
นุวีร์ เลิศบรรณพงษ์ จึงออกเดินทางสู่นิวยอร์ก
“ทุก ๆ ปีผมจะไปนิวยอร์ก ไปทีนึงก็เดินวันละเป็นหมื่น ๆ ก้าว” เพราะทุกครั้งที่นุวีร์ไปนิวยอร์กจะได้ไอเดียใหม่ ๆ กลับมาเสมอ เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างในอากาศของเมืองนั้น ที่กระตุ้นให้คนอยาก ‘คิด’ อยู่ตลอดเวลา

ซึ่งการเดินทางหลายครั้งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้นุวีร์เขียน NEW YORK MARKETING IDEAS MAKE MAGIC หนังสือที่ไม่ได้แค่พูดถึงการตลาด แต่พูดถึง ‘ความเป็นมนุษย์’ ผ่านมุมมองของเมืองที่ใช้‘ความคิดสร้างสรรค์’ เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนทุกอย่าง
หนึ่งในความประทับใจทุกครั้งที่นุวีร์ไปเยือนนิวยอร์ก คือวิธีที่เมืองนี้ใช้ไอเดียแก้ปัญหาสังคมอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์
“ผมเห็นว่าที่นั่นมีคนไร้บ้านเยอะมาก แต่สิ่งที่เมืองทำไม่ใช่การกวาดต้อนหรือสั่งห้าม เขากลับตั้งคำถามว่าอะไรคือ pain point ที่แท้จริงของพวกเขา? ซึ่งคำตอบง่าย ๆ เลยก็คือพวกเขาหิว”
เรื่องง่าย ๆ อย่างหิวข้าว หลายคนอาจแก้ปัญหาได้ด้วยการซื้อแซนด์วิชกินภายในไม่กี่นาที แต่สำหรับคนไร้บ้านเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย จึงเกิดโครงการ ‘You Are Not Alone’ ที่ตั้งบูธให้อาหารฟรีทุกมื้อในบางย่านของเมือง พร้อมข้อความเล็ก ๆ ที่ว่า You are not alone. นี่จึงไม่ใช่แค่การให้อาหาร แต่ให้ความรู้สึกว่าเขายังเป็นส่วนหนึ่งของนิวยอร์ก

นิวยอร์กไม่มองว่าคนไร้บ้านเป็นปัญหาที่ต้องกำจัด แต่มองว่าเป็นความจริงที่ต้องเข้าใจ จากนั้นใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปเยียวยาโดยไม่กีดกันใครออกจากสังคม นั่นคือหัวใจของการพัฒนาอย่างแท้จริง“เพราะเมื่อคุณอิ่ม คุณจะเริ่มคิดได้ และเมื่อคุณคิดได้ คุณก็เริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้” นุวีร์ เล่าเสริม
ซึ่งแนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงวิธีที่นิวยอร์กรับมือกับโลกยุคใหม่ ทั้งในเรื่องสังคมและเทคโนโลยี

ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ สวนสาธารณะหลายแห่งในเมืองจะเต็มไปด้วยกิจกรรมสำหรับเด็ก เด็ก ๆ มานั่งวาดรูป เขียนนิทาน ทำหนังสือการ์ตูนกันทั้งเล่ม มีครูคอยสอน มีอาสาสมัครมาช่วย เพราะคนที่นั่นเชื่อว่าการเขียน การวาดภาพ การคิดเรื่องเล่า คือการฝึกสมองให้คิดอย่างเป็นระบบ นุวีร์มองว่านั่นเป็นการวางรากฐานทักษะการเขียนคำสั่ง AI ในอนาคตโดยที่เด็กยังไม่รู้ตัว
“นิวยอร์กไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เขารู้ว่าถ้าไม่มีทักษะพื้นฐาน มนุษย์จะไม่มีวันสั่งเครื่องมือให้คิดแทนได้อย่างมีคุณภาพ” นุวีร์เล่าต่อว่า แม้แต่ Apple Store ทุกแห่งในนิวยอร์ก ก็ไม่ได้มีไว้ขายของอย่างเดียว แต่เปิดให้คนทั่วไปเข้ามาเรียนรู้การเขียนโค้ด เข้ามานั่งทำโปรเจกต์ด้วยกันฟรี ๆ เพราะเมืองนี้ให้ค่ากับความรู้และการลงมือทำจริง ๆ
นั่นหมายความว่า นิวยอร์กยังเป็นเมืองที่ให้คุณค่ากับฝีมือมนุษย์อย่างมาก งานที่ยังมีกลิ่นของความตั้งใจและความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละ มีเสน่ห์สุด ๆ แล้ว
“ศิลปินไทยหลายคนที่ผมรู้จัก กลายเป็นคนว่างงานไส้แห้ง แต่ศิลปินที่นิวยอร์กกลับมีงานล้นมือ บางคนรับงานวาดเมนูร้านอาหาร วาดภาพบนผนัง หรือแม้แต่เพนต์บิลบอร์ดโฆษณาด้วยมือ ที่นั่นเขาให้ค่ากับงานคราฟต์ งานที่ต้องใช้สมาธิและความรู้สึก เพราะมันสะท้อนความเป็นมนุษย์ในแบบที่ AI ไม่มีวันลอกเลียนได้”
นิวยอร์กจึงไม่เป็นแค่เมืองที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้า แต่ยังมีพื้นที่มากมายให้ศิลปะได้เติบโต เทียบได้กับ ‘ต้นไม้’ และ ‘แร่ธาตุ’ ที่ทำให้เมืองนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยความสร้างสรรค์


เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เริ่มจากสมองคน
นุวีร์ เล่าว่า นิวยอร์กขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ด้วยการ City Branding ตนเองว่าเป็นมหานครแห่งความสร้างสรรค์ ทุกอย่างในเมืองตั้งแต่การออกแบบร้านกาแฟจนถึงการแก้ปัญหาสังคม ล้วนขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ ที่นี่ไม่กลัวการลงทุนในไอเดีย เพราะรู้ว่ามันคือต้นน้ำของธุรกิจทุกอย่าง
ในขณะที่ประเทศไทย ให้คุณค่ากับเครื่องมือมากกว่าสมอง นุวีร์บอกว่า “คนไทยเก่งนะ แต่เราขาดการสนับสนุน ขาดพื้นที่ให้เติบโต นั่นทำให้บ้านเรามักเลือกของที่ ‘ถูกที่สุด’ มากกว่า ‘ดีที่สุด’ สื่อเองก็ชอบโชว์ความรวยมากกว่าการโชว์ความสามารถ”
เมื่อทุกคนใช้เครื่องมือเดียวกันโดยไม่มีความคิดของตัวเอง ผลลัพธ์จึงออกมาเหมือนกันหมด นุวีร์มองว่า AI ไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้น ถ้าเราไม่รู้จักคิดก่อนจะใช้มัน โดยเฉพาะในวันที่ใคร ๆ ก็แจก prompt ชุดคำสั่งให้สร้างนั่นสร้างนี่ แทนที่จะเป็นเรื่องใหม่ กลับกลายเป็นแพทเทิร์นซ้ำ ๆ เต็มไปหมด
นุวีร์จึงเชื่อว่าการอ่านคือกระดุมเม็ดแรกของการเรียนรู้ทั้งหมด “ถ้าเด็กอ่านหนังสือมาก เขาจะสั่ง AI ได้ดีกว่าคนที่ไม่อ่าน เพราะเขารู้จักโครงสร้างของภาษา รู้วิธีตั้งคำถาม และรู้ว่าต้องการอะไรจริง ๆ”
วัฒนธรรมการอ่านที่งอกเงยขึ้นเรื่อย ๆ ในนิวยอร์ก ส่งผลให้ร้านหนังสือและห้องสมุดยังคงเติบโตต่อเนื่อง ผู้คนยังซื้อหนังสือกันเหมือนซื้อกาแฟแก้วโปรด หลัก ๆ เลยก็เพราะว่ามันคุ้ม หนังสืออยู่กับเราได้ตลอด อ่านซ้ำได้ คิดซ้ำได้ และส่งต่อได้ หนังสือไม่ได้หมดไปหลังจากเปิดอ่านเหมือนกาแฟที่หมดในสามนาที ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ให้เราไม่ได้
ก่อนจบบทสนทนา นุวีร์ส่งท้ายว่า “ทุกอย่างเริ่มจากครอบครัว ถ้าพ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกดูตั้งแต่เล็ก มีชั้นหนังสือในบ้าน มีบทสนทนาเรื่องความคิดในครอบครัว มันจะฝังในเด็กโดยไม่รู้ตัว เด็กจะเชื่อว่าความคิดของตัวเองมีค่า”
เพราะท้ายที่สุดแล้ว You are what you read เรากลายเป็นสิ่งที่เราอ่าน และเมื่อเราอ่านดี คิดดี เราก็จะสร้างสิ่งดี ๆ ให้โลกได้จริง ๆ