ในโลกทุนนิยมการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจใดไม่ว่าจะระดับมหภาคหรือจุลภาค ส่วนใหญ่ล้วนแก้ด้วยเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เป็นหลัก ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ในรอบหลาย 10 ปีที่ผ่านมา มักมีวิธีแก้ปัญหาที่อยู่นอกเหนือขนบและวิถีปกติอยู่บ้างแต่ไม่บ่อยนัก
ล่าสุดเกิดปรากฏการณ์น่าทึ่ง คือ Beyoncéconomic แน่นอนว่า ชื่อนี้ต้องเกี่ยวพันกับ Beyoncé ศิลปินชื่อก้องโลกอย่างแน่นอน
เก็บความสงสัยไว้สักครู่ เรามาดูกันว่า Beyoncé และ Beyoncéconomic เกี่ยวพันกับการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในยุโรปได้อย่างไร
สถานการณ์เศรษฐกิจในยุโรปหลังเกิดวิกฤตโควิด และสงครามยูเครน ถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศเศรษฐกิจซบเซาทั้งยุโรป รัฐบาลแต่ละประเทศก็มีวิธีแก้ปัญหาเป็นของตัวเอง ในขณะที่ภาคส่วนเศรษฐกิจก็ต้องต่อสู้เพื่อให้ตัวเองพ้นจากกับดัก และการคุกคามของบรรยากาศอึมครึมอย่างถ้วนหน้า
สิ่งที่ Beyoncé ทำแล้ว Effect ต่อเศรษฐกิจ คือการแถลงข่าวเปิด WORLD TOUR ครั้งใหญ่ใน Stockholm เมืองหลวงของสวีเดน เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
หลังจากนั้น ช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมิถุนายน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Danske Bank (ในเดนมาร์กประเทศเพื่อนบ้าน) กล่าวว่า การตัดสินใจทำ “RENAISSANCE WORLD TOUR” ของBeyoncé ทำให้อัตราที่พักโรงแรมและยอดขายของร้านอาหารใน Stockholm พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากแฟนๆ หลายหมื่นคนแห่เข้ามาเที่ยว Stockholm
นี่เป็นทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกของ Beyoncé หลังมีการแสดงครั้งสุดท้ายในปี 2018 ความต้องการตั๋วจึงสูงมาก หนุนให้ราคาสูงกว่าใบละ 2,300 ปอนด์ (100,000 บาท)
Michael Grahn นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า การจัดคอนเสิร์ตทำให้ภาคบริการในสวีเดนโตสูงขึ้นมากกว่า 60% รวมถึงส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อโดยรวมลดลงเป็นตัวเลขหลักเดียวซึ่งเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก
"นั่นเป็นเรื่องไม่ปกติ" Grahnบอก "มีคนดังมาที่นี่นับไม่ถ้วน แต่เราไม่ค่อยได้เห็นเอฟเฟกต์แบบนี้"
ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์ว่า คลื่นมหาชนหลั่งไหลมา Stockholm ด้วยเหตุผลหลายประการ
1. ถ้าจัดที่สหรัฐฯ ตั๋วจะราคาแพงมาก การบินไปสวีเดนถูกกว่า การพักในซินซินนาติหรือที่ใดก็ตามหลายเท่า
2. ค่าเงินสวีเดนอ่อนค่าลงมากทำให้นักท่องเที่ยวมีกำลังซื้อมากขึ้น
3. ใครล่ะไม่อยากคุยว่า ได้ดูคอนเสิร์ตเปิดหัว Global Tour ของ Beyoncé
สำหรับทั่วโลก “RENAISSANCE WORLD TOUR” มีการแสดงรวม 43 วัน สิ้นสุดวันที่ 27 กันยายน 2566 วันสุดท้ายแสดงที่ New Orleans, Caesars Superdome สหรัฐอเมริกา คาดว่าทั้งทัวร์จะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ (68,000 ล้านบาท)
หากคิดในเชิงเศรษฐศาสตร์ Beyoncénomics ให้ผลในทิศทางเดียวกันกับ Swiftonomics ซึ่งก็คือเมื่อครั้ง Taylor Swift's จัด Era tour ช่วงที่การระบาดของโควิดเริ่มซา
Swiftonomics ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมหาศาล โดย Forbes ประมาณการว่าอยู่ที่ราว 500-1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (17,000-50,000 ล้านบาท)
คิดจากข้อมูลที่ว่าคอนเสิร์ตของ Taylor Swift แสดงรวม 52 คืน ใน 20 เมืองใหญ่
มีข้อมูลระบุว่า ตั๋วล่วงหน้าเกือบ 2.4 ล้านใบ ขายหมดในวันเดียว จากนั้นก็มีตั๋วผีออกมาขาย ราคาสูงสุด 42,000 ดอลลาร์สหรัฐ (1.4 ล้านบาท)
ค่าที่พักโรงแรมไม่รวมค่าอาหารและเครื่องดื่มในเมืองที่มีการแสดงขั้นต่ำคืนละ 1,000 ดอลลาร์ (34,000 บาท) เสื้อผ้าเลียนแบบ Swift ชุดละ 200 ดอลลาร์ (6,800 บาท)
ทั้งคำว่า Beyoncénomics และSwiftonomics สะท้อนภาพแนวคิดในอดีตของคำว่า 'Rockonomics' ซึ่งบัญญัติขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2000 อ้างถึงความเฟื่องฟูของดนตรีร็อก ซึ่งก็สามารถนำมาปรับใช้ เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาอย่างต่อเนื่องได้เช่นเดียวกัน
ที่มา
https://www.capitalfm.com/news/music/beyonce-renaissance-tour-2023