ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มรายใหญ่ของโลก “โคคา-โคล่า” มีวิสัยทัศน์ “World Without Waste” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกด้วยการเดินหน้าจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนผ่าน 3 แนวทางหลัก
การออกแบบ ตั้งเป้าหมายไว้ว่า บรรจุภัณฑ์ของ “โคคา-โคล่า” จะต้องสามารถรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งในประเทศไทยก็ได้บรรลุเป้าหมายนี้แล้ว โดยขวดแก้ว กระป๋อง และขวดพลาสติก PET (ไม่รวมฝาและฉลาก) สามารถรีไซเคิลได้ รวมถึงการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลอย่างน้อย 50% ภายในปี 2573 นอกจากนี้ “โคคา-โคล่า” ยังมีการใช้ขวดแก้ว RGB หรือ Returnable Glass Bottle “โค้ก” ขวดแก้วชนิดคืนขวด เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ได้อย่างสะอาดปลอดภัยไม่รู้จบ ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทย มีบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วคิดเป็นสัดส่วนถึง 11% ของพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ทั้งหมด รวมทั้งได้เปลี่ยนขวดสไปรท์สีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์เป็นขวดพลาสติกใส เพื่อให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
การเก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์ “โคคา-โคล่า” ตั้งเป้าในการช่วยจัดเก็บและรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ในปริมาณเทียบเท่ากับที่จำหน่ายออกไปภายในปี พ.ศ. 2573 หมายความว่าหลังจากดื่มหมดบรรจุภัณฑ์จะถูกรวบรวมและนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ถูกต้องจนสามารถกลับมามีชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง เพื่อลดการใช้พลาสติกโดยรวม และช่วยป้องกันไม่ให้ บรรจุภัณฑ์หลุดไปสู่มหาสมุทร แม่น้ำ และสิ่งแวดล้อม

“สำหรับในประเทศไทย เราสนับสนุนการรวบรวมและรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกและกระป๋อง โดยไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นบรรจุภัณฑ์ของแบรนด์ “โค้ก” เพียงอย่างเดียว ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรด้านรีไซเคิล องค์กรรัฐวิสาหกิจ และภาครัฐ เช่น เรามีแคมเปญ “โค้ก ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky” ซึ่งดำเนินการมาเป็นปีที่ 3 ต่อเนื่อง โดยจับมือกับ 7 พันธมิตรทั้งด้านรีเทลและรีไซเคิล สร้างกลไกการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพิ่มเครือข่ายพันธมิตรที่ใหญ่ขึ้นและจุดรับวัสดุ รีไซเคิลที่ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกผู้บริโภค พร้อมโอกาสลุ้นรางวัลมากมาย” คุณวิกเตอร์ หว่อง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด และรองประธานฝ่ายธุรกิจแฟรนไชส์ ประจำประเทศไทย เมียนมา และลาว เดอะ โคคา-โคล่า คัมปะนี กล่าวถึงแคมเปญที่ช่วยให้สามารถนำบรรจุภัณฑ์กลับไปหมุนเวียนใช้ได้อย่างยั่งยืน

“โคคา-โคล่า” เดินหน้าประสานความร่วมมือกับพันธมิตรอื่นๆ ทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค เพื่อร่วมกันวางแผนทำงาน และเชิญชวนให้ผู้บริโภคมาร่วมกันรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ให้เพิ่มมากขึ้น
สำหรับในประเทศไทย “โคคา-โคล่า” มีโครงการต่างๆ ภายใต้แนวคิด “World Without Waste” ที่ถือเป็นไฮไลท์ ได้แก่ โครงการ “เก็บไทยให้สวยงาม” Keep Thailand Beautiful โครงการที่มุ่งดูแลรักษาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของประเทศไทยให้คงความสวยงามสมบูรณ์ โดยมีระบบการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผ่านปฏิบัติการภาคประชาชนสู่การปรับเปลี่ยนเชิงนโยบาย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศสหรัฐอเมริกา มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย และทำงานร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ สำหรับแผนงาน ประเทศไทย หรือ IUCN มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในการดำเนินระบบการจัดการขยะ โดยชุมชนบนเกาะต่างๆ ในประเทศไทย อาทิ เกาะยาวใหญ่ เกาะสีชัง เกาะช้าง เกาะหมาก เพื่อกระตุ้นให้เกิดความ ตระหนักและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อการจัดการขยะ

การเก็บขยะจากคูคลอง โดยคลองลาดพร้าว ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในโครงการทำความสะอาดแม่น้ำ 9 แห่งทั่วโลก ภายใต้การเป็นพันธมิตรร่วมกันระหว่างมูลนิธิโคคา-โคลาที่มอบเงินสนับสนุนโครงการ Benioff Ocean Initiative ของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บารา เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยมูลนิธิ เทอร์ราไซเคิล ไทย ร่วมกับสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร จัดทำโครงการติดตั้งเครื่องดักขยะในคลองลาดพร้าว จำนวน 2 เครื่อง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563 โดยเก็บขยะจากคลองได้มากกว่า 500,000 กิโลกรัม
โครงการทำความสะอาดแม่น้ำเจ้าพระยา ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับความร่วมมือระดับโลกของ “โคคา-โคล่า” และพันธมิตร The Ocean Cleanup ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เพื่อดำเนินโครงการทำความสะอาดแม่น้ำสายสำคัญทั่วโลกโดยใช้นวัตกรรม เรือ Interceptor™ ของ The Ocean Cleanup เทคโนโลยีที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการขับเคลื่อนเรือเพื่อดักจับขยะบนผิวน้ำ โดยรุ่นแรกเป็น โซลูชั่นตัวแรกที่สามารถพัฒนาสู่การใช้งานจริงในวงกว้างเพื่อป้องกันไม่ให้ขยะพลาสติกไหลจากแม่น้ำเข้าสู่มหาสมุทร
“นอกเหนือจากโครงการที่กล่าวมาข้างต้น เรายังเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง PRO-Thailand Network ร่วมกับอีก 6 บริษัทชั้นนำ ซึ่งเป็นความร่วมมือในการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการขยายความรับผิดชอบไปยังผู้ผลิต Extended Producer Responsibility หรือ EPR โดยสมัครใจ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้”
อย่างไรก็ดี คุณวิกเตอร์ เชื่อว่า “โคคา-โคล่า” เพียงองค์กรเดียว ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดได้ จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านเพื่อมาช่วยกันแก้ปัญหา เช่น พันธมิตรระดับโลกระหว่าง “โคคา-โคล่า” กับ The Ocean CleanUp ที่จะนำเอาเครื่องดักจับขยะ Interceptor มาติดตั้งเพื่อจักดับขยะบนผิวน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา
การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคในแคมเปญ “โค้ก ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky” ปีที่ 3 เช่น การจัดตั้งถังรีไซเคิลอัจฉริยะ (Smart Bin) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงาน นวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ผ่านการทำงานกับ Trash Lucky สตาร์ทอัพด้าน การจัดการขยะ ที่ผู้บริโภคสามารถรู้น้ำหนักแต้มสะสมของตนได้ทันทีหลังจากที่นำวัสดุรีไซเคิลมาส่งไว้ที่จุดรับบริการ
"“โคคา-โคล่า” มุ่งมั่นส่งมอบความสดชื่นให้คนทั่วโลกพร้อมพร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยคำนึงถึงความยั่งยืนและอนาคตที่ดีขึ้นของผู้คน ชุมชน และโลกใบนี้ ดังนั้นหัวใจสำคัญของนโยบายสีเขียวหรือการสร้างความยั่งยืนที่ประสบความสำเร็จ คือการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรและผู้บริโภคผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่ครอบคลุมทั้งภาคธุรกิจองค์กรต่างๆ ภาครัฐบาล ตลอดจนภาคประชาชน โดยความร่วมมือระหว่างกลุ่มเหล่านี้จะทำให้เกิดมุมมองที่ หลากหลายทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคมเศรษฐกิจ ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกัน”
ปีนี้ “โคคา-โคล่า” เดินหน้าต่อเนื่องกับแคมเปญ “โค้ก ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky” เป็นปีที่ 3 สิ่งที่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา คือการขยายแคมเปญให้ใหญ่มากขึ้น ตั้งแต่พันธมิตรรีเทลและรีไซเคิลที่เข้าร่วมแคมเปญรวม 7 องค์กรชั้นนำ ทั้งพันธมิตรเดิมอย่าง Trash Lucky อินโดรามา เวนเจอร์ส โลตัส และบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด และพันธมิตรใหม่ คือบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) และไทยเบเวอร์เรจแคน ที่เข้าร่วมแคมเปญเพื่อเพิ่มจุดรับวัสดุรีไซเคิล 64 จุดทั่วกรุงเทพฯ นำร่องขยายไปยังภูเก็ต 5 จุด โดย “โคคา-โคล่า” สนับสนุนของรางวัลกว่า 2 ล้านบาท โดยมีจุดมุ่งหมายในการนำวัสดุรีไซเคิลเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่เหมาะสมเพื่อให้บรรจุภัณฑ์ใช้แล้วได้รีไซเคิลเป็นบรรจุภัณฑ์ใหม่ ซึ่งถือเป็นการรีไซเคิลที่ครบวงจรอย่างแท้จริง เชื่อว่าแคมเปญนี้จะสร้างผลกระทบในเชิงบวกทั้งด้านการจัดการขยะและทางสังคมที่จะส่งเสริมพฤติกรรมการรีไซเคิลให้ผู้บริโภค