เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไม สัญญาของผู้พัฒนาพื้นที่ค้าปลีกอย่างเซ็นทรัลพัฒนา เจ้าของแบรนด์ศูนย์การค้าชื่อดังอย่างเซ็นทรัล เวิลด์ เซ็นทรัล เฟสติวัล และอีกหลายแบรนด์ กับคู่ค้าทั้งที่เป็นแบรนด์ระดับโลก และแบรนด์ไทย ถึงต้องมีระยะเวลาของสัญญา 3 ปี ซึ่งจะต่อหรือไม่ต่อขึ้นอยู่กับทั้งเจ้าของศูนย์และแบรนด์คู่ค้า
ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา ออกมาเฉลยคำตอบในเรื่องนี้ว่า ระยะเวลา 3 ปี ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากการทำศูนย์การค้าในปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนค่อนช้างเร็ว ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนตามไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค
ทำให้การปรับโฉมหรือรีโนเวทศูนย์การค้าแต่ละแห่ง ใช้ระยะเวลาที่สั้นลงไม่เกิน 3 ปี ซึ่งจะแตกต่างจากการทำศูนย์การค้าในอดีตที่กว่าจะรีโนเวทหรือปรับโฉมจะใช้เวลานานกว่านั้น
ประกอบกับตัวพาร์ทเนอร์ที่เป็นแบรนด์ผู้เช่าพื้นที่เองก็มีการปรับในเรื่องของการทำสโตร์ของตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อนำเสนอคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ ที่สามารถเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์หรือความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าได้
“ศูนย์การค้าต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งการปรับเปลี่ยนทุกๆ 3 ปี รวมถึงการดูว่าจะปรับ Positioning ของศูนย์ให้ออกมาอย่างไร โดยพยายามที่จะหาแบรนด์ใหม่ๆ ที่อยู่ในกระแสเข้ามาเปิดในศูนย์เพื่อเป็นแม่เหล็กในการดึงคน อย่างเซ็นทรัลเวิลด์ที่มี Positioning ชัดเจนในการเป็น The Real Global Landmark ของประเทศไทยนั้น จะมีการเติมแบรนด์ระดับโลกใหม่ๆ เข้ามาเปิดในศูนย์ถึง 10 แบรนด์ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้”

ดร.ณัฐกิตติ์ บอกอีกว่า ผ่านมา เซ็นทรัลเวิลด์ เป็นจุดเริ่มต้นของหลายแบรนด์ดังที่เปิดสาขาแรกในไทย และตอนนี้ได้ขยายสาขาไปทั่วประเทศกับเซ็นทรัลพัฒนาด้วย Ecosystem ที่แข็งแกร่ง รวมทั้งแบรนด์ทั่วโลกที่เปิดสาขาแรกในไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์ อาทิ Uniqlo, Haidilao, Tsuta, Saemauel Sikdang, Sushiro, Kam Roast, Shake Shack, Mak’s noodle, Yakiniku Like Flagship Store, Canton Paradise, Nitori, Lululemon, On-running, HOKA, Marimekko, Kate Spade, Marc Jacobs, MLB, Pandora, H&M Home เป็นต้น
“แบรนด์หลายแบรนด์ เลือกมาเปิดแฟล็กชิฟสโตร์แห่งแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมองว่าเป็น Strategic Location ที่สำคัญของพวกเขา เนื่องจากมีทำเลอยู่ในย่านใจกลางเมือง ทำให้มีทราฟฟิกหรือคนหมุนเวียนในศูนย์วันละ 1.5 แสนคน เพิ่มขึ้น 15 – 20% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด – 19 ในปี 2019 โดยสัดส่วนของคนที่มาเดินจะเป็นคนไทย 65% และนักท่องเที่ยวอีก 35% ทำให้ในปัจจุบัน มีแบรนด์ชื่อดังเข้ามาเปิดมากกว่า 3,000 แบรนด์ รวมถึงร้านอาหารอีกกว่า 500 ร้านค้า ซึ่งต่างก็เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงคนให้เข้ามาเดินในศูนย์”
เขายังบอกอีกว่า นอกจากการเป็นเบอร์ 1 ในเรื่องของแฟล็กชิฟสโตร์ ที่มีแบรนด์ชื่อดังมาเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์ อาทิ Lululemon สปอร์ตแวร์ดัง แฟล็กชิพใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเอเชียแปซิฟิค, Adidas แบรนด์เซ็นเตอร์ใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก, Nike ร้านรูปแบบใหม่ใหญ่ที่สุดในไทย และ Puma Flagship Store ครบครันที่สุดหนึ่งเดียวในไทย, On-running, HOKA นอกจากนี้ ยังมี Casetify แบรนด์เคสมือถือชื่อดังแห่งแรกแห่งเดียวในไทย และล่าสุด! Nitori แห่งแรกในประเทศไทย แล้ว

เซ็นทรัลเวิลด์ ยังเป็นเบอร์ 1 ในเรื่องของการเป็น Food destination ที่รวมร้านดังไว้กว่า 500 ร้าน ทั้งร้านแรกในไทย ร้านมิชลินสตาร์ และ Flagship Stores อาทิ Shake Shack, Canton Paradise, Mak’s noodle, Yakiniku Like Flagship Store, Tsuta เป็นต้น โดยมิกซ์ของร้านอาหารในเซ็นทรัลเวิลด์ จะมีสัดส่วนประมาณ 35% ซึ่งถือว่ามากสุดในบรรดาศูนย์การค้าในเครือของเซ็นทรัลพัฒนาที่มีมากว่า 38 ศูนย์ โดยศูนย์การค้าในเครืออื่นๆ จะมีมิกซ์ในส่วนนี้ต่ำกว่า 30% ลงมา
“การมีแฟล็กชิฟสโตร์ของหลายแบรนด์เข้ามาเปิดในศูนย์ จะเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาเดินในศูนย์มากขึ้น ซึ่งทางแบรนด์พาร์ทเนอร์เองเขาก็พยายามที่จะเติมเต็มคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ ของแฟล็กชิฟสโตร์อย่างต่อเนื่อง อย่างเร็วๆ นี้ Uniqlo ก็จะมีการเปิดนิวแฟล็กชิฟสโตร์ในเซ็นทรัลเวิลด์ที่เป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ไม่เคยเปิดมาก่อนในไทย”
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การทำศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนานั้น จะเลือกวาง Positioning ของศูนย์แต่ละแห่งแตกต่างกันออกไปตามแต่ละโลเคชั่น แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญก็คือ การเลือกใช้อีเว้นต์ที่เป็นเสมือนคอนเทนต์ที่เชื่อมโยงไปสู่การสร้าง Emotional Connection หรือจุดเชื่อมโยงด้านอารมณ์ระหว่างศูนย์การค้ากับลูกค้า โดยเฉพาะการทำอีเว้นต์ที่เป็นการสร้าง Immersive Experience เพื่อดึงลูกค้าเข้ามาร่วมในอีเว้นต์ที่จัดขึ้น

ดร.ณัฐกิตติ์ ยังบอกอีกว่า หัวใจสำคัญของการทำศูนย์การค้าอีกอย่างก็คือ ต้องมี Ecosystem ที่แข็งแกร่งเพื่อสร้างการเติบโตให้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยเซ็นทรัลพัฒนามีทีมที่พร้อมทำงานร่วมกันในโมเดล Tenant Centric พร้อมนำเสนอ Solutions ครบวงจร ที่สนับสนุนการดำเนินงานของร้านค้า ทั้งการ Drive Sale, Drive Traffic, Drive Shopper Engagement ด้วยเครื่องมือ CRM เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพใช้จ่ายได้อย่างตรง Target ตรง Lifestyles
ทั้งหมดทั้งปวง ถือเป็นการทำตลาดศูนย์การค้าที่ขาดไม่ได้ไปแล้วในปัจจุบัน...