การออกมารายงานข่าวของสำนักข่าว Bloomberg สื่อวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจ เมื่อ 5 ตุลาคม 2023 ว่ามหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยติดอันดับต้นๆ ของไทย ‘เจริญ สิริวัฒนภักดี’ ซึ่งเป็นผู้บริหารเครือธุรกิจ ThaiBev, TCC และ BJC มีแผนจะเดินหน้าโมเดลธุรกิจใหม่ โดยจะเปลี่ยนร้านโชวห่วย หรือร้านขายของชำแบบดั้งเดิมราว 30,000 แห่งทั่วประเทศ ให้กลายเป็นร้านสะดวกซื้อเพื่อให้บริการต่างๆ แบบ One-Stop-Service ภายในอีก 4 ปีข้างหน้า
ถือเป็นเรื่องที่ไม่เกินคาดหมายเท่าไรนัก เพราะแนวทางในการขับเคลื่อนธุรกิจของยักษ์ใหญ่บ้านเราต่างก็ออกมาในทิศทางที่ไม่แตกต่างกันนัก นั่นคือการมีธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งอีโคซิสเต็มตั้งแต่การผลิต กระจายสินค้า ไปจนถึงการคอนโทรลปลายทาง นั่นคือร้านค้าปลีกที่เชื่อมต่อกับลูกค้าโดยตรง

ยิ่งเมื่อมองเข้ามาในรายละเอียดจากงานแถลงข่าวผลประกอบการของกลุ่มไทยเบฟเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของกลุ่มไทยเบฟ พูดเอาไว้ตอนหนึ่งว่า กลุ่มไทยเบฟจะให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI ที่เชื่อมโยงทั้งเรื่องของการจัดจำหน่ายและเครือข่ายร้านค้าปลีก เพื่อให้สามารถสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้า โดยเทคโนโลยี AI ไม่เพียงจะเข้ามาช่วยลดต้นทุนในเรื่องของการกระจายสินค้าเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้เข้าใจถึงพฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับไทยเบฟอย่างมาก
เขาบอกว่า มุมมองของลูกค้าเปลี่ยนไปตลอด จากผู้บริโภคมาสู่ “ลูกค้า” และจากนี้ไป ไม่ใช่แค่ลูกค้า แต่ต้องเป็น “คุณลูกค้า” ที่ต้องตอบโจทย์พวกเขาให้ได้แบบ Personalized โดยต้องเข้าใจ และจะทำอย่างไรเพื่อให้สามารถวัดความพึงพอใจของพวกเขาได้
การที่จะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้รับกับความเปลี่ยนแปลงในมุมของผู้บริหารกลุ่มไทยเบฟนั้น หัวใจสำคัญก็คือการเรียนรู้ โดยเฉพาะกับการเรียนรู้และร่วมมือกับพันธมิตร โดยก่อนหน้านั้นกลุ่มไทยเบฟมีการเข้าไปลงทุนในประเทศจีนด้วยการร่วมทุนกับบริษัท เอเชีย ยูโร ที่มีฐานอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง ของจีน โดยบริษัทนี้จะทำธุรกิจที่เน้นเรื่องของสุราพรีเมียม

คุณฐาปน บอกว่า การเข้าไปร่วมทุนดังกล่าว ถือเป็นการเข้าไปเรียนรู้ตลาดในประเทศจีนแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งนอกจากจะทำให้เข้าใจตลาดและลูกค้าชาวจีนแล้ว อีกเรื่องสำคัญยังได้เรียนรู้ถึงเรื่องของโลจิสติกส์ และดิสทริบิวชั่น โดยเฉพาะในมุมของการเรียนรู้เรื่องการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ ซึ่งจีนถือว่ามีความก้าวหน้าอย่างมากในเรื่องดังกล่าวนี้
“อย่างเรื่องของการประหยัดพลังงาน หรือการลดต้นทุนด้านการขนส่งกระจายสินค้า ที่ในอนาคตจะมีการนำรถ EV เข้ามาใช้แน่นอน แต่ก่อนที่จะไปถึงสเตปนั้น AI จะสามารถช่วยในเรื่องของการลดต้นทุนในการขนส่งกระจายสินค้าได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับเรา แม้จะไม่ใช่เป็นการลงทุนในลักษณะแบบ M&A แต่รูปแบบการร่วมทุนอย่างนี้ก็สามารถตอบโจทย์ในเรื่องของกลยุทธ์พาร์ทเนอร์ชิพที่จะเป็นหัวใจสำคัญต่อการเติบโตของเครือไทยเบฟได้เป็นอย่างดี”
ปัจจุบัน กลุ่มไทยเบฟมีบริษัทจัดจำหน่ายในเครือหลักๆ คือบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติกส์ (TBL) และบริษัท เสริมสุข จำกัด ที่เป็นทั้งผู้ผลิตและจัดจำหน่ายให้กับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ของไทยเบฟ อาทิ น้ำดื่มคริสตัล น้ำอัดลม เอส เป็นต้น
ขณะที่เครือข่ายร้านค้าปลีกที่อยู่ภายใต้การดูแลของ BJC นั้น นอกจากบิ๊กซี ที่มีทั้งฟอร์แมตไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ซูเปอร์มาร์เก็ต และมินิบิ๊กซี ร้านค้าปลีกคอนวีเนียนสโตร์แล้ว ยังมีการเข้าไปลงทุนในเวียดนามในรูปแบบของร้านค้าปลีกขนาดใหญ่อย่าง MM และร้านค้าปลีกไซส์เล็ก บี สมาร์ท ที่กำลังจะเปลี่ยนชื่อเป็นบิ๊กซี รวมถึงในประเทศกัมพูชาที่มีการเข้าไปซื้อกิจการคอนวีเนียนสโตร์ท้องถิ่นแบรนด์กีวี่ มาร์ท และในประเทศสปป.ลาว อีกด้วย
ส่วนค้าปลีกในรูปแบบโชวห่วย มีการทำโครงการร้าน “โดนใจ” ขึ้นมา โดยมีเป้าการเปลี่ยนโฉมร้านโชวห่วยท้องถิ่นเป็นร้านโดนใจ 30,000 สาขา ภายในอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งโครงการนี้ถูกนำไปใช้ในประเทศเวียดนามอีกด้วย

การเปิดตัวโมเดลเครือข่ายร้านโชวห่วย “โดนใจ” ของ BJC นั้นถือเป็นอีกความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะนอกจากมีการมองถึงตัวเลขการดึงร้านโชวห่วยเข้ามาเป็นเครือข่ายร้านโดนใจในตัวเลข 30,000 ราย ภายใน 5 ปีนับจากนี้เท่านั้นแต่ยังเป็นการเข้าไปติดอาวุธในการทำธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ให้กับโชวห่วย โดยนำระบบ POS มาใช้ ทำให้สามารถรู้ว่าจะขายอะไรให้กับใคร โดยไม่ต้องไปกังวลเรื่องของการบริหารจัดการสต๊อกสินค้าที่ถือเป็น Pain Point สำคัญที่ผู้ประกอบการร้านโชวห่วยมักเจอปัญหามาตลอด ซึ่งการที่ไม่ต้องสต๊อกสินค้า นั่นหมายถึงว่า สามารถช่วยลดต้นทุนส่วนเกินที่เป็นปัญหาใหญ่ของการทำร้านโชวห่วย
BJC เปิดตัวร้านโดนใจแบบ “ซอฟต์ ลอนช์” มาตั้งแต่ปลายปี 2564 โดยตลอดปีแรกที่เป็นเสมือนกับการทดลองตลาด สามารถดึงร้านโชวห่วยเข้ามาเป็นเครือข่ายร้านโดนใจได้แล้วประมาณ 1,000 ราย หลังจากนี้จะเดินหน้าเข้าไปแนะนำเพื่อดึงโชวห่วยเข้ามาอยู่ในเครือข่ายให้ได้ 8,000 ร้านค้า ภายในปี 2566 และจะเพิ่มเป็น 30,000 ร้านค้าภายในอีก 4 ปีถัดจากนี้ไป
การเข้าไปวางระบบ POS ให้ร้านโชวห่วยจะทำให้ได้ในเรื่องของดาต้ากลับมาที่ BJC ที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องของการวางแผนการทำตลาด ตลอดจนการเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า
ถือเป็นอีก “จิ๊กซอว์” สำคัญ ที่จะช่วยต่อภาพทั้งหมดเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ