จากข้อมูลที่ได้จากงานแถลงข่าวผลประกอบการของกลุ่มไทยเบฟ เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา พบว่า ธุรกิจอาหารมีรายได้จากการขายช่วง 9 เดือน ปี 2568 ลดลงร้อยละ 1.4 จากปีก่อน เป็น 16,563 ล้านบาท
เป็นผลจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายและความต้องการในตลาดโดยรวม นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่สูงขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจมี EBITDA ลดลงเป็น 1,578 ล้านบาท
ขณะที่แผนการรุกตลาดนั้น ไพศาล อ่าวสถาพร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย บอกว่า กลุ่มไทยเบฟ จะเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจอาหารด้วยกลยุทธ์ที่สมดุลระหว่างการขยายสาขาใหม่ การขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขายที่แท้จริง การเสริมแกร่งพื้นฐานทางธุรกิจ และการพัฒนาด้านความยั่งยืน เพื่อมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่น่าประทับใจ พร้อมสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ลูกค้า พนักงาน และชุม
โดยกลยุทธ์หลัก 4 ประการที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจอาหารสู่ความสำเร็จในระยะยาว จะประกอบไปด้วย
1.การขยายสาขาใหม่ (New Store Expansion) จะมีการเพิ่มจุดให้บริการร้านอาหารในพื้นที่ยุทธศาตร์ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงร้านอาหารของกลุ่มได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงพัฒนารูปแบบร้านใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับทำเลและกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายและดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคใหม่ ๆ
2.การขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขายที่แท้จริง (Driving Organic Growth) จะขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขายในสาขาที่มีอยู่ ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขายที่น่าสนใจ และการสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ
ขณะที่ ชาบูชิซึ่งเป็นร้านในกลุ่มโออิชิเดินหน้าปรับโฉมแบรนด์ครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้น 3 สิ่งสำคัญ ได้แก่ คุณภาพ ความสร้างสรรค์ และช่วงเวลาแห่งความสุข เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับลูกค้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

3.การเสริมแกร่งพื้นฐานทางธุรกิจ (Strengthen Business Fundamentals) จะมีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้วยการบูรณาการหลักสูตรฝึกอบรมให้สอดคล้องกันสำหรับแบรนด์ร้านอาหารต่าง ๆ เพื่อรักษามาตรฐานในการให้บริการลูกค้าที่ดี และพัฒนาทักษะที่เหมาะสมให้แก่พนักงาน เพื่อให้สามารถทำงานในหลายแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานด้วยการจัดสรรจำนวนพนักงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามระบบวิเคราะห์การจัดการแรงงาน (labor matrix system) การสร้างรายงานสรุปภาพรวมของการดำเนินงานดิจิทัล (digital dashboards) และการลงทุนในระบบดิจิทัลต่าง ๆ เช่น ตู้จำหน่ายอาหารดิจิทัล ตลอดจนการจัดการห่วงโซ่อุปทานผ่านการผนึกกำลังภายในกลุ่มไทยเบฟเพื่อประสิทธิภาพให้การจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งต่าง ๆ
4.การพัฒนาด้านความยั่งยืน (Embracing Sustainability) อาทิ การร่วมมือกับเจ้าของพื้นที่ในการดำเนินโครงการจัดการขยะอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมความร่วมมือกับชุมชน
ขณะเดียวกัน จะให้การปลูกฝังและบูรณาการแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนเข้ามาใช้ในการดำเนินธุรกิจอาหาร เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ขณะที่การบริหารแบรนด์พอร์ตฟอลิโอ ในกลุ่มอาหารของไทยเบฟ ที่มีความหลากหลายของธุรกิจบริการอาหารที่มีศักยภาพ ก็สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ
โดยมีการรวมพลังระหว่าง 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด หรือ QSA (คิวเอสเอ), บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ OISHI (โออิชิ), และ บริษัท ฟู้ด ออฟ เอเชีย จำกัด หรือ FOA (เอฟโอเอ) ภายใต้วิสัยทัศน์ ONE FOODS GROUP: ONE FOOD – ONE TEAM – ONE GOAL และเป้าหมายในการดำเนินงานร่วมกัน
ไล่ตั้งแต่ กลุ่ม QSA ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant “QSR”) เป็นหนึ่งในผู้ถือสิทธิ์แฟรนไชส์ซี เคเอฟซี ประเทศไทย ที่มีสาขามากที่สุด หรือกว่า 500 สาขาทั่วประเทศ
กลุ่ม OISHI ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น มีแบรนด์/ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่แข็งแกร่งและหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีอาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมทาน ภายใต้ตราสินค้า โออิชิ อีทโตะ (OISHI EATO) อีกด้วย
กลุ่ม FOA ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารอย่างครบวงจร ตั้งแต่อาหารไทยทั่วทุกภูมิภาค, อาหารจีน, อาหารอาเซียน, อาหารชาติตะวันตก, รวมไปถึงเค้กและเบเกอรี่ที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์

แซม ไพศาล บอกกับเราว่า สิ่งที่ถือเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งในธุรกิจอาหารของกลุ่มไทยเบฟก็คือ การมีแบรนด์ที่ค่อนข้างหลากหลาย สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกระดับ มี Pricing ตั้งแต่ระดับราคา 50 บาท อย่างตัวฟู้ด คอร์ท แบรนด์ฟู้ด สตรีท ไปจนถึงร้านอาหารหรูราคาระดับพันบาทขึ้นไป ทำให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ค่อนข้างจะครอบคลุม
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ สามารถ Synergy ได้ทั้งกับธุรกิจอาหารด้วยกัน และธุรกิจในเครือของกลุ่มทีซีซี อาทิ บิ๊กซี AWC และเฟเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งจะทำให้มีพลังในการบุกตลาดมากยิ่งขึ้น
“แบรนด์ร้านอาหารแต่ละกลุ่มในเครือ จะถูกวางให้ทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป อย่างกลุ่ม QSA จะเป็นกลุ่มร้านอาหารที่ถูกวางให้ทำหน้าที่ในการ Penetrate ตลาด ทำให้ มีการขยายสาขาต่อปีค่อนข้างมาก ขณะที่ กลุ่ม FOA จะเป็นตัวที่สร้าง Value Proposition ให้กับธุรกิจ ด้วยการพัฒนาร้านอาหารภายใต้แบรนด์ใหม่ๆ เพื่อเป็นตัวโชว์เคสในศูนย์การค้าในเครือ รวมถึงพื้นที่ในส่วนรีเทลในออฟฟิศบิลดดิ้งของเครือ ส่วนกลุ่ม OISHI ในช่วงปีนี้ และปีหน้า จะเป็นเรื่องของการทำแบรนด์ทั้งการรีเฟรชแบรนด์ หรือการสร้างคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจสำหรับเจาะเข้าไปหาลูกค้ากลุ่มที่เป็นเจนใหม่ๆ”
จากข้อมูล ณ กันยายน 2568 กลุ่มไทยเบฟ มีร้านอาหารในเครือรวมกันทั้งสิ้น 882 สาขา แบ่งออกเป็น
• กลุ่ม QSA (KFC) = 530 สาขา
• กลุ่ม OISHI = 269 สาขา
• กลุ่ม FOA = 63 สาขา
ส่วนการทำตลาดในปีหน้านั้น จะทำผ่านแผนการดำเนินงานภายใต้ PASSION 2030 ของไทยเบฟ ที่มุ่งเน้นกลยุทธ์หลักสองประการ ได้แก่ ‘Reach Competitively’ หรือ การเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการขยายเครือข่ายการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทุกช่องทาง พร้อมการให้บริการที่เป็นเลิศไร้รอยต่อในระดับต้นทุนที่แข่งขันได้ และ ‘Digital for Growth’ หรือ ดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต เสริมศักยภาพในการขยายธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสริมสมรรถภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงเครือข่ายคู่ค้าและผู้บริโภค เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
“ธุรกิจร้านอาหารอาจต้อง “ทำมากกว่าเดิม” เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เท่าเดิม เพราะเมื่อไหร่ที่ทำแค่ครึ่งๆ กลางๆ หรือทำน้อยลง ผลลัพธ์ที่ได้อาจชะลอตัว หรือแย่กว่าที่เคย ในปีหน้า หลายแบรนด์ยังมีโอกาสเติบโตได้หากกล้าที่จะปรับและลงมือทำอย่างจริงจัง” ไพศาล กล่าวสรุปทิ้งท้าย