การรุกเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมอย่างเต็มรูปแบบของเซ็นทรัลพัฒนา ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะไม่เพียงแค่การเข้าสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการเข้ามาช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับการทำโครงการในลักษณะ “มิกซ์ยูส” ของผู้เล่นรายนี้ด้วย
ตามแผน 5 ปี เซ็นทรัลพัฒนาจะขยายโรงแรมรวม 37 โครงการ ใน 27 จังหวัด รวมกว่า 4,000 ห้อง มูลค่าการลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2569 เราจะสร้างมาตรฐานแห่งการพักอาศัยในโรงแรมทุกแห่ง เพื่อให้โครงการโรงแรมของเซ็นทรัลพัฒนาเป็นเดสติเนชั่นอันดับ 1 ในด้านการเดินทางภายในประเทศ รวมถึงเป็นตัวช่วยบุกเบิก “เศรษฐกิจการเดินทาง” (Travel Ecosystem) ผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ ไล่ตั้งแต่
1. Complete Travel Ecosystem ที่มองธุรกิจโรงแรมมากกว่าการท่องเที่ยว แต่คือการเดินทางที่จะตอบโจทย์นักเดินทางทั้งชาวไทยและต่างชาติได้ในทุกจุดประสงค์ ทั้งการเดินทางเพื่อท่องเที่ยวพักผ่อน, เพื่อการติดต่อธุรกิจ, หรือเพื่อการทำงาน และพักอาศัย หรือการผสมผสานทุกจุดประสงค์เข้าหากัน
2. Create new standard of travel lifestyle หรือการสร้างมาตรฐานการพักโรงแรมทั่วประเทศ ด้วยแบรนด์โรงแรมครอบคลุมทุกเซ็กเม้นต์ พร้อมการ Synergy กับธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา และในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป
3. Co-Creating with Communities ที่เป็นการผนึกกำลังชุมชน ส่งเสริมอัตลักษณ์ ต่อยอดและกระจายรายได้สู่ธุรกิจในท้องถิ่น
การทำธุรกิจโรงแรมของเซ็นทรัลพัฒนา จะเป็นตัวเข้ามาช่วยเติมเต็มกลยุทธ์“Retail-Led Mixed-Use Development” ซึ่งเป็นแกนหลักของกลยุทธ์ในการลงทุนของเจ้าของศูนย์การค้ารายใหญ่ของบ้านเราหลายแบรนด์ อาทิ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เซ็นทรัล เฟสติวัล เซ็นทรัล เวสต์เกต และอีสต์วิลล์ เป็นต้น
“Retail-Led Mixed-Use Development” กลายเป็นแก่นแกนสำคัญของกลยุทธ์การรุกตลาดของเซ็นทรัลพัฒนา ที่ใช้ในการทำตลาดในช่วง 5 ปีถัดจากนี้ไป โดยทุกโครงการของผู้พัฒนาที่ดินเพื่อการค้าปลีกรายนี้ จะเป็นการลงทุนทำ โครงการในลักษณะของ “มิกซ์ยูส” ซึ่งนอกจากศูนย์การค้าแล้ว ยังมีในส่วนของสำนักงาน ที่อยู่อาศัย และธุรกิจโรงแรม ซึ่งในส่วนหลังนี้กลายเป็นการรุกตลาดที่น่าจับตามองไม่น้อย เพราะเป็นการเข้าไปสู่การสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ให้กับผู้เล่นรายนี้

การให้ความสำคัญกับธุรกิจโรงแรมนั้น เป็นการมองว่า ทุกจังหวัดในประเทศไทยมีศักยภาพในการรองรับการเดินทางเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ อยู่แล้ว ซึ่งการขยายโครงการโรงแรมรวมถึงต่อยอดโครงการมิกซ์ยูสของเซ็นทรัลพัฒนาในครั้งนี้เชื่อว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อการเดินทาง ทำให้คนไทยมีเดสติเนชั่นในการเดินทางใหม่ๆ มากขึ้น รวมถึงชาวต่างชาติมีตัวเลือกของการพักอาศัยที่หลากหลายมากขึ้นอีกด้วย
การรุกธุรกิจโรงแรมนั้น จะมี 3 แบรนด์หลัก จับ 3 ตลาดสำคัญ ไล่ตั้งแต่ Centara แบรนด์ระดับ Upscale, “Centara One” แบรนด์ระดับ Lifestyle Midscale โดยทั้ง 2 แบรนด์นี้ยังเป็นครั้งแรกที่นำคอนเซ็ปต์ Bleisure คือ Business + Leisure เพื่อตอบโจทย์ทั้งการพักผ่อนและการทำงานอีกด้วย
ส่วนอีกแบรนด์หนึ่งคือ “GO! Hotel” แบรนด์ระดับ Premium Budget โดยวางแผนปักหมุดโลเคชั่น ในหัวเมืองรอง รวมถึงการเข้าสู่ชุมชนต่างๆ ซึ่ง Go! Hotel คือแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อเข้าหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะกับการเข้ามารองรับกับเทรนด์การเติบโตที่ดีของ Budget Hotel โดยมีจุดเด่นของการเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงได้ง่าย ในราคาที่ไม่แพงนัก เฉลี่ยประมาณกว่า 800 – 1,000 กว่าบาท
ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปล่าสุดก็คือ โรงแรม Centara Ubon และ “อุบลฮอลล์” ศูนย์ประชุม Iconic Landmark แห่งใหม่ ที่เป็นการเข้ามารองรับรับนโยบายการท่องเที่ยวและ MICE City ของจังหวัด
Centara Ubon ถือเป็นตัวที่เข้ามาช่วยเติมเต็มความเป็นมิกซ์ยูสที่สมบูรณ์แบบของเซ็นทรัล อุบลราชธานี ที่เป็นศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัลพัฒนาที่เปิดตัวไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และตามมาด้วยการเปิดคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์เอสเซ็นท์ อุบล โดยเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าโครงการประมาณ 4,000 ล้านบาท

สุรางค์ จิรัฐิติกาลโชติ Head of Hotel Development บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสเซ็นทรัล อุบล เป็นความตั้งใจในการทำตาม Commitment ของเซ็นทรัลพัฒนา เพื่อมอบความเป็นที่สุดให้กับจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งการเข้ามาพัฒนาธุรกิจของเราจะช่วยส่งเสริมศักยภาพของจังหวัดในทุกๆ ด้าน ยกระดับทั้งเศรษฐกิจและการเดินทางท่องเที่ยวของภูมิภาคอีสานตอนใต้ โดยเซ็นทรัลพัฒนานับเป็นรายแรกและรายเดียวที่พัฒนาโครงการต่างๆ ได้ครบถ้วนด้วยกลยุทธ์ Fully-Integrated Retail-Led ที่มีศูนย์การค้าเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยง และทุกองค์ประกอบมีความแข็งแกร่งที่จะเชื่อมโยงความสมบูรณ์แบบให้กับ Ecosystem ของเซ็นทรัลพัฒนา
“เราหวังว่าโรงแรมเซ็นทารา อุบลจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและสร้างความสุขให้กับจังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงนักเดินทางจากจังหวัดใกล้เคียงทั้งศรีสะเกษ, สุรินทร์, อำนาจเจริญ และยโสธร และเพื่อนบ้านจาก สปป.ลาว, กัมพูชา และ เวียดนามอีกด้วย นอกจากนี้ ทางบริษัทยังมีแผนเตรียมเปิดโรงแรมเซ็นทารา อยุธยา ภายในสิ้นปีนี้ ทำให้โรงแรมในเครือเซ็นทรัลพัฒนาในปีนี้มีรวมทั้งสิ้น 10 แห่ง 1,600 ห้อง”
หากลงรายละเอียด ตามที่ผู้บริหารบอกมานั้น จะพบว่า โรงแรมที่อยู่ภายใต้แบรนด์ Centara นั้น จะเปิดให้บริการไปแล้วที่อุดรธานี นครราชสีมา อุบลราชธานี และปลายปีนี้ จะเปิดเพิ่มอีกแห่งที่อยุธยา
ส่วนภายใต้แบรนด์ GO! Hotel เปิดให้บริการไปแล้วที่บ่อวิน ชลบุรี บ้านฉาง ระยอง ศรีราชา เซ็นทรัลชลบุรี และลาดกระบัง โดยในปีหน้าจะเปิดเพิ่มอีก 5 แห่ง รวมเป็น 10 แห่ง เซ็นทรัลพัฒนา นำแบรนด์ go! มาต่อยอดจากการที่เป็นแบรนด์ค้าปลีกของเซ็นทรัล รีเทล ที่เปิดตัวครั้งแรกในเวียดนาม ก่อนที่จะขยายเข้ามาในไทย โดยถูกวางให้เป็นแบรนด์ที่เข้าถึงและจับต้องได้ง่ายในเรื่องของราคา ซึ่งถือเป็นการทลายข้อจำกัดของกลุ่มเซ็นทรัล หลังจากที่แบรนด์ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ ยังไม่มีแบรนด์ไหนที่วางตำแหน่งเพื่อเจาะเรื่องราคาที่เข้าถึงง่ายอย่างจริงจัง

การนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการรุกตลาดโรงแรมของเซ็นทรัลพัฒนา จึงน่าจับตามองไม่น้อย เพราะไม่เพียงจะเข้ามาเป็นส่วนเสริมให้การพัฒนาโครงการในรูปแบบมิกซ์ยูสมีความสมบูรณ์แบบมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเข้ามาเป็นตัวช่วยเติมเต็มให้กับการทำโครงการพัฒนาศูนย์การค้าของเซ็นทรัลรีเทล ที่มีแบรนด์โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ในรูปแบบมิกซ์ยูสอีกด้วย ซึ่งโรงแรมแบรนด์นี้ สามารถขยายสาขาเข้าไปกับโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ได้อย่างลงตัว
ไม่เพียงแค่การช่วยเพิ่มแวลู่ในโครงการมิกซ์ยูสที่ลงทุนเท่านั้น แต่โรงแรม ยังเข้ามาช่วยเพิ่มทราฟิกทั้ง Weekday และ Weekend เพราะองค์ประกอบของโรงแรม นอกจากห้องพักแล้ว ยังมีส่วนเสริมอื่นๆ ทั้งห้องประชุม สัมมนา และห้องจัดงานต่างๆ โดยเฉพาะกับการรองรับตลาด MICE ที่จะมีลูกค้าจำนวนมากเข้ามาใช้บริการ โดยจะมีแพล็ตฟอร์มลอยัลตี้ โปรแกรมของเดอะวัน ที่อยู่ในเครือเซ็นทรัล กรุ๊ป ด้วยกัน เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงการทำตลาดโรงแรมกับธุรกิจค้าปลีกและที่อยู่อาศัยให้มีความกลมกลืนมากขึ้น
สิ่งที่น่าจับตามองก็คือเซ็นทรัลพัฒนามีการจัดพอร์ตโรงแรม ที่จะทำอย่างชัดเจน เพื่อใช้รุกเข้าไปในทุกจังหวัดที่มีศูนย์การค้าในเครือเข้าไปเปิด โดยมุ่งตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มในแต่ละพื้นที่ธุรกิจโรงแรม นอกจากจะเป็นตัวช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของโครงการในรูปแบบมิกซ์ยูสแล้ว ยังเป็น ตัวช่วยในการเข้าสู่โอกาสทางการตลาดใหม่ๆ โดยเทรนด์ที่น่าสนใจของธุรกิจโรงแรมก็คือก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาดของโควิด – 19 คนไทยจะพักโรงแรมเฉลี่ยประมาณ 2 คืน
แต่หลังจากการระบาดพบว่า เทรนด์การพักจะเพิ่มเป็น 4 วัน เนื่องจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานจาก Work from Home หรือการทำงานที่ออฟฟิศเพียงอย่างเดียว มาสู่การทำงานในรูปแบบของ Work from Anywhere มากขึ้น การดีไซน์ของโรงแรมจึงต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย จึงถูกออกแบบมาโดยให้ความสำคัญกับ Sleep Work Eat และ Play อย่างเท่าๆ กัน เพื่อตอบสนองความต้องการ อย่างตรงจุดของคนในยุคปัจจุบัน ให้ทุกคนรู้สึกได้ในทุกครั้งที่มาว่าพักผ่อนก็ได้ ทำงานก็สบาย
การรุกตลาดโรงแรมของกลุ่มเซ็นทรัล จึงเข้ามาเติมเต็มกลยุทธ์ “Retail-Led Mixed-Use Development” ได้อย่างลงตัว....